วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

My Sweet Puppy : Special – สุขสันต์วันเกิดน้องเอเลน

My Sweet Puppy : Special – สุขสันต์วันเกิดน้องเอเลน

“อ้า!!!! ถึงแล้วอ่ะ” นานาบะเหยียดกายยืดแขนบิดขี้เกียจเต็มตัวหลังลงจากชินกังเซ็น
“มาถึงโอซาก้าเร็วกว่าที่คิดแฮะ” มิเกะเปิดปากหาวขณะที่หันไปคว้าเอาเป้ใบโตมาจากชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆกัน
“ถือเองได้หรอกน่า” เอลวินเอ่ยขณะที่พยายามยื้อยุดกระเป๋าของตนแต่ก็ต้องยอมแพ้ไป ถ้าดึงจนขาดของข้างในคงได้กระจุยกันหมด
“หิวน้ำ มือไม่ว่าง” มิเกะว่าขณะที่ยกมือซึ่งหิ้วกระเป๋าเป้ของตนและของคนที่เพิ่งจะถือวิสาสะแย่งมาเมื่อครู่นี้ให้ดู
“ก็บอกว่าถือเองได้แล้วจะแย่งไปเพื่อ” บ่นให้เบาๆขณะที่ยื่นขวดน้ำที่เสียบหลอดให้อย่างดีไปส่งถึงปาก
“มีหน้าที่เสิร์ฟน้ำอย่างเดียวอย่ามาทำเป็นบ่นน่า”
“โอ้ย!!! ไม่ไหวๆ ตาร้อนหมดแล้ว เอเลน พี่หิวน้ำอ่า....” นานาบะแสร้งทำเสียงอ้อนพลางตรงเข้ามาเนียนนัวเนียเอเลนในทันที
“เอ่อ.....เหมือนจะอยู่ในกระเป๋าเดี๋ยวผมเอาให้นะฮะ” มือเรียวกำลังจะควานหาขวดน้ำในเป้แต่ก็ถูกเสียงดุๆข่มขวัญให้ชะงักเสียก่อน
“ไม่ได้เป็นง่อยไม่ใช่เหรอ มีปัญญาก็หากินเอาเองสิ” รีไวว่าเสียงขุ่นขณะที่ยื่นขวดน้ำไปโขกหัวเพื่อนสนิทที่กำลังนัวเนียเด็กในสังกัดของตนอย่างโจ่งแจ้ง
“โถ่เอ้ย!!! นิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้ ใช่ซี่ฉันมันคนหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครให้อ้อนนี่ ใครๆก็ไม่สนใจฉัน หญิงสาวสวยอย่างฉันต้องทนอยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวเพราะผู้ชายหน้าตาดีๆอย่างพวกแกหันไปกินกันเองเสียหมดน่ะ” นานาบะชี้หน้ากราดใส่เรียงคน แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครใส่ใจเธอนัก เอลวินและมิเกะยังวุ่นวายแย่งกระเป๋ากันไม่เลิกขณะที่รีไวและเอเลนพากันเดินออกจากสถานีไปเรียบร้อยแล้ว
“เฮ้ย รอด้วยสิวะ!!! เอเลน” แจนรีบแบกเป้วิ่งไล่ตามไปติดๆขณะที่อาร์มินได้แต่เดินตามไปเงียบๆ
“อะไรกันเนี่ย!!! พวกแกสนใจฉันกันบ้างเซ่” เธอยังคงโวยวายไม่เลิกขณะที่ ออลโอรีบเข้ามาประจบด้วยความเป็นห่วง
“เจ้.....เจ้ยังมีพวกผมอยู่นี่”
“พวกแกน่ะตัวดี ไสหัวไปให้หมดเลย” เธอโวยวายเสียงดังขณะที่ไล่ตะเพิดออลโอ กุนเธอร์ และเอิร์ด ออกไปไกลๆด้วยความหงุดหงิด กระเป๋าเป้ใบโตถูกโยนมาใส่ขณะที่หญิงสาวร่างเพรียวผู้สวมแว่นเดินผ่านออกไป
“วันนั้นของเดือนรึไง กัดคนอื่นเขาไปทั่ว กระเป๋าน่ะถือเอง บอกไว้ก่อนนะฉันไม่ถือให้ใครแน่”
นานาบะตวัดตามองคนที่เดินล้ำหน้าไปอย่างเคืองๆ
“ยัยแว่นโรคจิตชอบของใหญ่!!!
หญิงสาวยิ้มรับขณะที่ตอบกลับมาเรียบๆ
“จริงสินะ.....ฉันมันก็โรคจิตจริงๆนั่นแหละ”
นานาบะได้แต่เดาะลิ้นด้วยความขัดใจก่อนจะเดินตามเธอออกไปอย่างเคืองๆ
ทำไมถึงมีแต่ฉันที่ต้องไร้คู่!!!!

ขณะที่เรากำลังรอรถประจำทางกันอยู่เสียงโหวกเหวกของพวกพี่ออลโอและเสียงบ่นงึมงำของพี่นานาบะก็ดังไล่หลังมา การเดินทางมาเที่ยวปิดเทอมครั้งนี้นับเป็นการเดินทางกรุ๊ปใหญ่ที่สุดที่ผมเคยไป และจุดหมายปลายทางที่เราจะไปก็คือ มินามิ เซ็นชูดินแดนแห่งชายทะเล.......บ้านเกิดผมเองครับ!!!!
หลังจากต่อรถประจำทางมาสองเที่ยว เราก็มาลงกันที่ป้ายรถประจำทางหน้าอ่าวเซ็นชู บรรยากาศริมทะเลที่เงียบสงบกับลมเย็นๆที่พัดโชยมาทำให้ทุกคนถึงกับเงียบกับความงดงามของมัน แม้แต่พี่นานาบะที่ดูจะอารมณ์ขุ่นมาตลอดทางยังลืมไปเสียสนิท
ผมสูดหายใจลึกสัมผัสกลิ่นสายลม แสงแดด น้ำทะเลที่คุ้นเคยก่อนจะยิ้มออกมา
“กลับมาแล้วครับ”
พี่รีไวลูบศีรษะผมเบาๆขณะที่มองออกไปยังอีกฟากของทะเลเช่นเดียวกันกับผม นิ้วก้อยของเราเกี่ยวกันไว้ขณะที่เขาพูดออกมา
“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
ผมหันไปยิ้มให้กับพี่ชายรูปหล่อขณะที่ก้มลงกระซิบข้างหูเขาเบาๆ
“เอาไว้พูดกับพ่อแม่ผมไม่ดีกว่าหรือครับ”
“ถือว่าอนุญาตแล้วนะ” พี่รีไวยิ้มรับขณะนั้นเองตอนที่ผมไม่ทันระวังตัว วัตถุประหลาดวิ่งเข้าปะทะแผ่นหลังผมอย่างจังแทบหน้าคว่ำ พี่รีไวคว้ากอดผมไว้ได้ทัน อยู่ดีๆใบหน้ายิ้มๆของเขาก็เริ่มขมวดขึ้ง ผมมองท่อนแขนขาวๆที่ตวัดโอบผมมาจากด้านหลัง ในขณะที่พี่รีไวก็กอดผมไว้เช่นกัน แล้วจู่ๆท่อนแขนทั้งสี่ข้างที่ตวัดกอดรัดผมอยู่ก็แรงขึ้น.....แรงขึ้นเรื่อยๆ
“ปล่อยนะเตี้ย!!! ปล่อยเอเลนของฉัน” น้ำเสียงเขียวๆดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“เป็นแค่เพื่อนสมัยเด็ก กล้าดียังไงมาบอกว่าเอเลนเป็นของเธอ” พี่รีไวส่งสายตาเย็นยะเยือกไปใส่เด็กสาวที่กอดรัดผมไว้
“เอเลนเป็นของฉัน ฉันจะเป็นเจ้าสาวของเอเลน” เธอพูดขณะที่กอดรัดผมแน่นขึ้น....ผมเริ่มอึดอัด
“เอเลนเป็นเจ้าสาวของฉันต่างหาก” พี่รีไวตอบกลับเสียงเรียบและเพิ่มแรงกอดผมหนักยิ่งขึ้น......ผ.....ผม....ไม่ไหวแล้ว.......ห......หายใจ.......ไม่.......อ.....อ่อ....อ่อก........
“เอเลน!!!


ผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในบ้านแบบญี่ปุ่นทรงโบราณแล้ว เสียงพูดคุยโหวกเหวกข้างนอกทำให้ผมต้องลุกออกไปตามเสียงพวกนั้นอย่างช่วยไม่ได้
แจน อาร์มิน พี่มิเกะ พี่เอลวิน และพวกพี่ออลโอกำลังเล่นน้ำทะเลกันเสียงดังโวยวายท่ามกลางบรรยากาศแสงแดดยามบ่ายอ่อนๆ ที่ชานหน้าบ้าน ผมเห็นผู้ชายสองคนกำลังนั่งเงียบๆกันอยู่ คนสองคนที่อายุค่อนข้างจะห่างไกลกันมากแต่ผมก็คุ้นเคยกับคนทั้งคู่เป็นอย่างดี พ่อกำลังนั่งดื่มเบียร์เย็นๆกินกับแกล้มปลาหมึกแห้งฝีมือแม่โดยที่มีพี่รีไวคอยเติมให้ไม่ขาด ทั้งสองคนแทบจะไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยอะไรกันเลย เพียงแค่นั่งดื่มด้วยกันอยู่เงียบๆเท่านั้น......จะว่าไปบรรยากาศก็ดูกดดันอยู่แฮะ ผมตัดสินใจปลีกตัวเองไปยังครัวหลังบ้านที่ได้ยินเสียงพี่นานาบะกำลังโม้อยู่แว่วๆจะดีกว่า
ทันทีที่ก้าวเข้าไปพ้นประตูครัว ผมก็แทบจะล้มฟาดพื้นเพราะร่างของเด็กสาวที่โถมเข้ามาใส่ด้วยความแรง
“มิคาสะ เลิกวิ่งชนฉันสักที ตัวเธอก็ใช่จะน้อยเสียเมื่อไหร่ แรงก็ออกจะเยอะขนาดนี้แท้ๆ"
“ขอโทษ.......คิดถึง”
อ่า เห็นท่าทางหงอยๆแบบหมาเหงาแล้วก็ดุไม่ลงแฮะ ผมกอดเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่อาศัยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กไว้แน่น จะว่าไม่คิดถึงก็โกหกล่ะ ผมไปอยู่โตเกียวตั้งแต่เด็กๆ นานๆจะกลับมาทีนี่นา
“ฉันกลับมาแล้ว” ผมกอดขณะที่ลูบหลังเธอเบาๆ มิคาสะกอดผมไว้แน่นกล่าวเสียงสั่น
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
ยังเป็นเด็กขี้แยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนสินะ ยังมีผู้หญิงอีกคนที่ผมคิดถึงเธอหมดหัวใจ คนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำซาซิมิชุดใหญ่อยู่
“กลับมาแล้วครับ” สวมกอดแล้วจุ๊บแก้มแรงๆด้วยความคิดถึง
“มาถึงก็อ้อนเชียวนะ มิคาสะบอกว่าลูกเป็นลมแดด เดือดร้อนพวกพี่ๆเขาต้องแบกกลับมาบ้าน” ผมหันไปส่งสายตาให้มิคาสะ........เพราะใครกันแน่
“ขอโทษครับ” ผมตอบยิ้มๆ
“อยู่ไกลบ้านนาน ภูมิต้านทานแดดลมทะเลมันลดลงรึไงน่ะเรา”
“ผมก็เหมือนเดิมน่ะแหละ”
“ยังผอมแห้งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน กินข้าวกินปลาบ้างมั้ยเนี่ย”
“ผมก็กินตลอดแหละ แต่ไม่รู้ว่ามันไปเก็บไว้ไหนหมด ผมช่วยนะครับ”
ระหว่างที่เรากำลังง่วนกับการเตรียมอาหารค่ำ จู่ๆพี่นานาบะก็ร้องขึ้นเสียงดังลั่น
“ดูด!!! ดูด!!! ปลาหมึกมันดูดมือฉันอ่ะ” เธอสะบัดมือที่ยังมีหมึกยักษ์เกาะอยู่เร่าๆ พี่ฮันซี่หันไปคว้ามีดข้างตัวโชว์ทักษะการชำแหละหมึกสดในฉับพลัน.........เธอส่งยิ้มมุมปากขณะที่หันไปเตรียมเครื่องทำบาร์บีคิวต่อ
“มือ....มือ ฉันอยู่ครบใช่มั้ย” พี่นานาบะมองนิ้วที่กำลังสั่นของตนอย่างตกใจ
“อย่าห่วงเลยค่ะ ไม่มีใครอยากกินนิ้วคุณหรอก” ภาษาญี่ปุ่นสำเนียงคันไซของมิคาสะเรียกรอยยิ้มจากพี่ฮันซี่ได้กว้างยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นทำให้เธอหงุดหงิดมากพอดู
“เดี๋ยวหนูจะไปเตรียมเตาย่างมาไว้รอนะคะ” เธอบอกก่อนจะปึงปังออกจากครัวไป
“เดี๋ยวหนูไปช่วยน้องนะคะคุณน้า” พี่ฮันซี่เองก็เดินตามเธอไปติดๆ ผมรู้สึกไปเองรึไงนะ พี่ฮันซี่ดูตามติดมิคาสะยังไงชอบกล
“คุณจะไปไหนกันคะ” จู่ๆแม่ก็เอ่ยทักพ่อที่มายกเอาถังน้ำ เบ็ดตกปลา เหยื่อ และจูงจักรยานออกไปหน้าบ้าน
พ่อยกอุปกรณ์ทั้งหมดให้แม่ดูแทนคำตอบ
“พวกเด็กๆกำลังเล่นน้ำกันอยู่ ขึ้นมาคงเหนื่อย หาปลาสดๆมาไว้สักหน่อยน่าจะดี” ผมเห็นว่าพี่รีไวกำลังปั่นจักรยานไล่หลังพ่อออกไป.....เอ่อ.....ก็ไม่รู้สินะ พ่อผมเป็นคนไม่ค่อยพูด ส่วนพี่รีไวก็พูดน้อยเสียเหลือเกิน สองคนนั้นจะอยู่ด้วยกันไหวมั้ยเนี่ย
และเสียงตึงตังโวยวายข้างนอกทำให้เราต้องโผล่หน้าออกไปดู
“ฉันยกเองได้!!!” มิคาสะใช้สำเนียงคันไซเหน่อๆของเธอตะคอกใส่พี่ฮันซี่ขณะที่เธอลากเตาย่างบาร์บีคิวออกมาจากโรงเก็บของ
“พี่แค่อยากจะช่วย” แต่พี่สาวผู้สวมแว่นก็ยังคงหวังดี มิคาสะยกเตาขนาดใหญ่ลอยวืด เดินหนีไปหน้าบ้านบอกให้รู้ว่าเธอไม่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ
“ไม่จำเป็น!!!
แต่ท่าทีปฏิเสธอย่างรุนแรงของเธอก็ไม่ได้ทำให้พี่ฮันซี่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“เดี๋ยวพี่ช่วยติดไฟ”
“ไม่ต้อง!!!!
นี่ก็อีกคู่ จะได้กินมั้ยเนี่ยบาร์บีคิวเนี่ย......เฮ้อ!!!


แม้จะไม่อาจรู้ได้ว่าเส้นทางที่ชายผู้นี้จะมุ่งหน้าไปคือที่ใด แต่รีไวก็ยังคงปั่นจักรยานตามติดเขาไม่ยอมห่าง สะพานปลาข้างหน้ามีชาวบ้านท้องถิ่นหลายคนกำลังนั่งตกปลา ทุกคนต่างก็เอ่ยทักคุณหมอคริช่าผู้เป็นที่รักของคนแถบนี้อย่างคุ้นเคย หมอคริช่าเลือกที่จะลงเบ็ดตรงส่วนปลายสุดของสะพานที่ค่อนข้างจะห่างไกลผู้คน รีไวตามไปนั่งเตรียมเหยื่อใส่เบ็ดยื่นให้ผู้สูงวัยกว่าเงียบๆก่อนจะเตรียมส่วนของตัวเองบ้าง
“เรียนอยู่ไหนชั้นไหนแล้วล่ะ” นี่นับเป็นคำถามแรกที่เอ่ยตั้งแต่ที่ทั้งคู่เจอหน้ากัน
“ม.ปลายปีสุดท้ายครับ”
“ก็ต้องเตรียมตัวสอบแล้วนี่.......จะเรียนอะไรต่อล่ะ”
“ผมจะเป็นหมอครับ”
คำตอบนั้นทำให้หมอคริช่าอดไม่ได้ที่จะต้องเหลือบตามองเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มรุ่นลูกที่นั่งตกปลาอยู่ข้างกัน
ก็ใช้ได้นี่..........
“แล้วเอเลนอยู่ที่โน่นน่ะ สบายดีแน่เหรอ”
“ผมพยายามดูแลน้องอย่างเต็มที่ครับ เรื่องนั้นคุณพ่อไม่ต้องห่วง”
โห......คุณพ่อ.....เต็มปากเต็มคำเลยนี่หว่า !!!!
“ก็พยายามจะให้กลับมาเรียนที่นี่อยู่หลายครั้งแล้ว แต่เจ้าลูกคนนั้นก็ไม่ยอมกลับมาสักที ชอบทำให้เป็นห่วง”
“เอเลนเป็นเด็กดีครับ ทั้งผม ทั้งคุณแม่ ทั้งเพื่อนๆก็เอ็นดูน้องกันทุกคน ผมไม่อยากให้คุณพ่อต้องเป็นห่วงหรอกครับ”
“อยู่ที่นั่น กลัวว่าเด็กคนนั้นจะเป็นภาระเธอกับครอบครัวมากกว่า”
“ผมไม่เคยเห็นเอเลนเป็นภาระครับ สำหรับผมเอเลนเป็นน้องชายในความรับผิดชอบที่ผมต้องดูแล และพร้อมจะดูแลตลอดชีวิตครับถ้าคุณพ่อคุณแม่จะอนุญาต”
หมัดฮุกนี้เล่นเอาคนฟังถึงกับกำเบ็ดแน่นเลยทีเดียว
“ลูกชายฉัน ฉันดูแลเองได้!!!
กับประโยคนี้ รีไวรู้ดีว่าความเงียบจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
“แย่ชะมัดไม่ได้ปลาสักตัว” คุณหมอคริช่าบ่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิด ทั้งๆที่ความจริงแล้วก็ไม่ได้คิดจะมาตกปลาจริงๆจังๆอะไรหรอก แค่อยากจะหลบมาคุยอะไรให้มันเคลียร์กันมากกว่า แต่พอมันเคลียร์แล้วว่าเป็นไปอย่างที่คิดจริงๆแล้วมันก็หงุดหงิดชอบกล แต่จู่ๆเจ้าหนุ่มข้างตัวก็ลุกขึ้นถอดเสื้อแล้วกระโจนลงน้ำจากสะพานที่สูงขนาดนี้ไปดื้อๆ ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
เฮ้ย!!! ไม่ใช่ว่ามันผิดหวังจนคิดจะฆ่าตัวตายไปหรอกนะ.........
แต่หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ปลาซาบะตัวโตก็ถูกโยนขึ้นมาจากน้ำ ก่อนที่เจ้าหนุ่มหน้าคมนั่นจะโผล่ขึ้นมา
“ตัวใหญ่ประมาณนี้ อีกสักตัวก็คงพอนะครับ” ว่าแล้วก็ดำน้ำลงไปอีกรอบก่อนจะปีนกลับขึ้นสะพานมาพร้อมกับปลาตัวโตในมือ
ไอ้เด็กบ้านี่มันลงไปจับปลามือเปล่าเนี่ยนะ........หมั่นไส้!!!!
“ถ้านายจะโดดน้ำเพราะฉันไม่ยกลูกชายให้ ฉันก็ว่าจะปล่อยให้ตายอยู่แล้วหรอกนะ”
รีไวอมยิ้มขณะที่เสยน้ำออกจากเส้นผมลวกๆ
“ผมไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ ยังมีทางอื่นที่ผมจะเอาเอเลนมาจากคุณพ่ออีกเยอะครับ”

ปลาสดๆตัวโตสองตัวในถังทำให้ทุกคนหลุดอุทานออกมา
“ไม่เห็นจะเคยตกได้ตัวใหญ่ๆอย่างนี้เลยนี่คะ” คาร่าเอ่ยถามสามีที่หิ้วถังปลามาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“ไม่ได้ตก แต่จับมา” คำตอบของพ่อทำให้ผมเหลือบมองพี่รีไวที่ถอดเสื้อเดินตัวเปียกโชกตามหลังพ่อมาทันที
“ฝีมือพี่ใช่มั้ยครับเนี่ย เปียกหมดเลยอ่ะ” ผมบ่นให้เขาขณะที่วิ่งเข้าบ้านไปหาผ้าเช็ดตัวมาให้
“ไปอาบน้ำก่อนนะครับ ใช้ห้องผมก็ได้”
พี่รีไวกลับลงมาอีกครั้งก็เป็นช่วงที่เราตั้งเตาไฟกันแล้ว แจนกับอาร์มินที่เพิ่งจะขึ้นจากน้ำก็บ่นง๊องแง๊งกับผมใหญ่ว่าหิวๆ เดือดร้อนให้ผมต้องย่างปลาหมึก กุ้ง ปูตัวโตๆให้ ทั้งๆที่ผมเตรียมไว้ให้พี่รีไวแท้ๆ แต่ถ้าไม่ได้กินสองคนนั้นก็คงจะวุ่นวายกับผมไม่เลิกเป็นแน่
พวกพี่นานาบะตอนนี้นั่งล้อมวงรอบซาซิมิถาดใหญ่ก๊งเหล้ากับพ่อผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มิคาสะกำลังย่างบาร์บีคิวขณะที่มีพี่ฮันซี่คอยช่วยรึคอยป่วนอยู่ใกล้ๆกันแน่ก็ไม่ทราบ
มือเย็นๆที่แตะเข้าที่เอวทำให้ผมสะดุ้ง
“ให้พี่ช่วยมั้ย” พี่รีไวที่เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จผมเปียกหมาดๆเดินเข้ามาใกล้
“ไม่ต้องหรอกครับ พี่กินนี่ดีกว่า ผมย่างไว้ให้” ผมยื่นจานอาหารทะเลย่างที่กั๊กไว้จากพวกแจนกับอาร์มินไปให้ แต่ผ่านไปได้ไม่นานกลับมีกุ้งตัวโตๆหอมๆแกะเปลือกเรียบร้อยยื่นส่งมาให้ผมถึงปากแทน
“ขอบคุณครับ พี่ก็กินสิครับ” ผมหันไปยิ้มให้กับคนที่ช่วยแกะแล้วยังใจดีป้อนกุ้งให้ถึงปาก พี่รีไวไล้ลิ้นเลียนิ้วเบาๆ
“อืม.....อร่อยดีนะ เพราะคนย่างน่ากินกุ้งก็เลยอร่อยไปด้วย”
“ยังไม่ได้ชิมสักหน่อย รู้ได้ไงครับว่าคนย่างอร่อย”
“พูดอย่างนี้รึอยากจะให้พี่กิน.....งั้นพี่ไม่กินข้าวเย็นนะ รอกินเอเลนแทน”
“กินๆเข้าไปเถอะครับ ปากจะได้ไม่ว่างมาแทะโลมคนอื่น” ผมว่าขณะที่หยิบกุ้งอีกตัวใส่จานให้ แต่กลับถูกมือใหญ่คว้าข้อมือเอาไว้แทน
“ทั้งขาวทั้งหอมแบบนี้น่ากินกว่ากุ้งเยอะ” ไม่ว่าเปล่ายังงับหลังมือผมอีก มันไม่เจ็บนะครับแต่จั๊กจี้ชอบกล ผมรีบดึงมือออกคนอื่นเริ่มจะกรึ่มๆได้ที่กันแล้ว หวังว่าเมื่อกี้คงไม่มีใครเห็นนะ
“อิ่มแล้วล่ะ”
“แต่พี่เพิ่งกินไปไม่กี่ตัวเองนี่ ไม่อร่อยเหรอครับ”
“เปล่า พี่ยังไม่หิว เอเลนพาพี่ไปเดินเล่นหน่อยได้มั้ยครับ”
“เอ่อ.....แล้วพวกนี้ล่ะครับ” ผมยังติดภารกิจย่างกุ้ง ย่างปูอยู่เลยนะครับ
“เฮ้ย!!! ม้า มานี่ดิ๊” พี่รีไวหันไปส่งเสียงเรียกแจนเสียงเขียว แจนที่กำลังแทะไม้บาร์บีคิวย่างถึงกับตีหน้าหงิก
“ผมกินอยู่นะ พี่จะเอาอะไร”
“แกมาย่างนี่แทนเอเลนที”
“ก็บอกว่ากินอยู่อ่ะ”
“มีปัญหากับฉันรึไง!!!!” น้ำเสียงขุ่นๆตาเขียวปั๊ดแบบนั้น ใครก็ไม่กล้าปฏิเสธแล้วล่ะครับ
“นั่นจะไปไหนน่ะ” แจนตะโกนไล่หลังมา แทนที่จะตอบอะไรพี่รีไวกลับยกนิ้วกลางให้แทนคำตอบ ได้ยินเสียงแจนมันสบถไล่หลังมาแว่วๆไม่ขาด เราเดินห่างออกจากกลุ่มมาเรื่อยๆจนกระทั่งเสียงโหวกเหวกโวยวายต่างๆเงียบลง มีแค่เสียงนกทะเล เสียงคลื่นซัดเลียบหาดมาเป็นระลอกๆ พี่รีไวกุมมือผมไว้แน่นขณะที่เราเดินกันไปเรื่อยๆ
“มีอะไรรึเปล่าครับ” ผมตัดสินใจเอ่ยถามเพราะทนความเงียบอีกไม่ไหว
“พี่กำลังคิดว่า ที่นี่ก็ดี อากาศบริสุทธิ์ ทะเลสวย ไม่วุ่นวาย ไม่มีใครมาตามรังควานให้รำคาญใจ”
“ทำไมเหรอครับ พ่อพูดอะไรกับพี่รึเปล่า” ตั้งแต่มาถึงผมก็กังวลเรื่องนี้มาตลอด รู้ดีว่าเรื่องของพวกเราเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยากขนาดไหน
“เปล่า คุณพ่อไม่ได้พูดอะไร แค่คิดว่าถ้าวันหนึ่งเอเลนต้องกลับมาอยู่ที่นี่ พี่ก็คงจะย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน มันก็ไม่เลว” พี่รีไวยิ้มให้ผม แต่ไม่รู้สินะผมกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นมันแฝงความไม่สบายใจอย่างไรชอบกล
“พี่จะต้องลำบากขนาดนั้นเพราะผมเลยเหรอครับ”
“มันไม่ได้ลำบากอะไรเลย เอเลน ดูให้ดีสิ ทะเลสวยๆบรรยากาศดีๆ พระอาทิตย์อัสดงวิวดีขนาดนี้จะหาดูได้ที่ไหน ที่โตเกียวไม่มีหรอกนะ จะมีก็แต่ที่นี่ ลองคิดดูนะถ้าเรามีบ้านสักหลังอยู่ที่นี่ พี่เปิดคลินิกเล็กๆช่วยคุณพ่อ คุณแม่เอเลนกับนายแม่ของพี่ช่วยกันทำเบเกอร์รีเล็กๆสักร้าน แบบนั้นมันจะดีแค่ไหน”
ผมลองคิดภาพตามแล้วก็ต้องยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่แล้วก็ถูกความจริงที่ยิ่งใหญ่ทำลายฝันนั้นไปเสียสิ้น
“แต่เรื่องแบบนี้ คนทั่วไปคงรับกันได้ยาก และอีกอย่าง......ผมมีลูกให้พี่ไม่ได้”
“พี่ไม่เคยแคร์ว่าคนอื่นจะมองยังไง พวกนั้นก็ดีแต่พูดไป พวกเขาไม่ได้เข้าใจเราสักนิด แล้วทำไมเราจะต้องไปเดือดร้อนกับคำพูดพวกนั้นด้วย”
พี่รีไวเลื่อนมือใหญ่มาแตะแก้มผมเบาๆ ลูบช้าๆเหมือนอย่างที่ชอบทำเป็นปกติ
“ถึงไม่มีลูก พี่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองขาดอะไร ในเมื่อพี่มีเอเลนก็พอแล้ว” ผมหลับตาลงแล้วซุกหน้าลงกับมือใหญ่ข้างนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
“ผมไม่รู้จริงๆ ถ้าไม่มีพี่อยู่ด้วย แล้วผมจะอยู่ยังไง อยากจะดีกว่านี้ อยากจะเป็นคนที่พร้อมกว่านี้ อยากจะอยู่กับพี่ ทำให้พี่มีความสุขเหมือนอย่างที่พี่ทำให้ผมมาตลอด”
“พี่มีความสุข ตราบใดที่เอเลนยังอยู่กับพี่ ไม่ต้องพยายามเป็นคนที่ดีเป็นคนที่พร้อมกว่านี้ แค่เป็นเอเลนของพี่ก็พอแล้วครับ พี่จะไม่มีวันทิ้งเอเลนไปไหน และจะไม่มีวันปล่อยเอเลนไปจากพี่ด้วยเหมือนกัน.....จะว่าไป พี่ก็เป็นคนเห็นแก่ตัวมากกว่าที่คิดนะเนี่ย” พี่รีไวเอ่ยขำๆทำให้ผมพลอยยิ้มตาม
“ถ้าจะเห็นแก่ตัวแบบนี้ ผมยอมให้พี่เต็มที่ครับ รักผม หึงผมให้มากๆ ให้สมกับความเห็นแก่ตัวของพี่ได้เลย”
“บอกไว้ก่อนว่าพี่หึงโหด”
“ผมเองก็ไม่ยอมเหมือนกันล่ะครับ............. ถ้าพี่นอกใจขึ้นมาล่ะก็”
“ทำไม......เอเลนจะทำยังไง”
“ผมก็จะทิ้งพี่ แล้วเขี่ยคนๆนั้นออกไปจากชีวิตพี่ ทำให้พี่ไม่เหลือใคร แล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่ทำให้พี่มีแค่ผม มองผมคนเดียว เป็นของผมคนเดียวเท่านั้น”
“หน้าตาก็ออกจะน่ารัก คิดอะไรยันแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย”
“ถ้าไม่รัก ไม่สนใจ ผมปล่อยพี่ไปกับคนๆนั้นแล้ว แต่เพราะพี่สำคัญ สำคัญมากเกินกว่าที่ผมจะขาดได้ ผมถึงต้องทำทุกทางเพื่อเอาพี่กลับมา”
“ไม่เสียแรงที่แอบรักแอบหลงมาตั้งแต่เด็ก” พี่รีไวยิ้มขณะที่ดึงแก้มผมจนยืด
“ผมเจ็บนะ แก้มย้วยหมดแล้ว”
“ถึงจะย้วยยังไงก็รักล่ะน่า” พี่รีไวกระซิบขณะที่เบียดตัวเข้ามาชิด
“พี่เองก็ไม่ยอมปล่อยเอเลนเด็ดขาด พี่จะจัดการทุกคนที่คิดจะมาแย่งเอเลนไปจากพี่ ไม่ปล่อยโอกาสให้มันได้เข้าใกล้หรอก”
“ผมไม่เนื้อหอมขนาดนั้นหรอกครับ” พี่รีไวก็คิดมากเกินไป
“ไม่รู้อะไรแท้ๆยังจะมาพูด” พี่รีไวกระซิบเสียงแผ่วขณะที่แนบริมฝีปากเข้ามาจนชิด สัมผัสนุ่มๆลิ้นอุ่นๆที่เลาะเล็มโลมเลียริมฝีปากผมอย่างเว้าวอนทำให้ผมเคลิบเคลิ้ม......จะบ้าตาย ผมไม่เคยต้านทานชายคนนี้ได้เลยจริงๆ ริมฝีปากที่บดคลึงแผ่วๆเริ่มดูดดึงอย่างหนักหน่วง มือใหญ่เลื่อนไปบีบขยำสะโพกนิ่มเบาๆ
“ขอได้ไหมครับ......คืนนี้พี่ขอ......ได้มั้ย” พี่รีไวกอดผมไว้แน่นขณะกระซิบถามเสียงแผ่ว ผมไม่กล้าตอบได้แต่ซุกหน้าลงกับไหล่หนา ซ่อนหน้าที่แดงจนร้อนเอาไว้ รู้หรอกว่ามืดแล้วพี่เขาคงไม่เห็น แต่ตอนนี้ผมก็ยังเขินอยู่ดี
“เอเลน?”
“เดินไปอีกสองร้อยเมตรจะมีโขดหินใหญ่ที่ผมกับมิคาสะชอบไปปีนเล่นตั้งแต่เด็ก..........ถ้าไปตรงนั้นจะไม่มีคนเห็น” ผมกระซิบตอบเบาๆ พี่รีไวไม่พูดพร่ำทำเพลง หิ้วผมจนตัวลอยเดินหลบมุมเข้าไปหลบหลังโขดหินใหญ่ทันที
ริมฝีปากหยักได้รูปบดเบียดแนบชิดลงมาอีกครั้ง มือใหญ่ค่อยๆสอดไล้เข้ามาผ่านเสื้อกล้ามตัวบางลูบไล้เบาๆขณะที่ดันร่างผมลงบนผืนทราย
“ด.....เดี๋ยวก่อนครับพี่....ผม......ผมกลัวทรายเข้า......มันคงเจ็บ!!!
จากที่กำลังจะถูกกดลงกับผืนทรายกลับกลายเป็นว่าผมถูกโอบอุ้มขึ้นมาแทน พี่รีไวดันร่างจนแผ่นหลังของผมแนบชิดไปกับโขดหิน
“พี่จะไม่ให้ทรายสักเม็ดต้องเปรอะเปื้อนเอเลนเลย” ริมฝีปากร้อนๆพรมจูบลากไล้ลงมาถึงซอกคอ
“อย่า.....ทำ....รอย.....นะครับ” ผมพูดขณะที่ริมฝีปากที่กำลังปรนเปรอรสจูบเริ่มเลื้อยต่ำลงไปถึงท้องน้อย ลิ้นอุ่นๆที่เลาะเล็มเข้าไปในสะดือทำให้ผมเผลอหลุดเสียงร้องออกมา ต้องยกหลังมือขึ้นมากัดไว้อย่างลืมตัว กางเกงบอลขาสั้นถูกดึงร่นลงไปกองถึงหัวเข่า
“ถ้าทิ้งรอยไว้ตรงนี้คงไม่เป็นไรสินะ”
ก้มลงจุมพิตดูดดึงเรียวขาอ่อนด้านในย้ำๆ เมื่อโอ้โลมที่จุดนี้จะได้ยินเสียงร้องครวญครางของเอเลนหนักที่สุด เป็นจุดอ่อนเพียงจุดเดียวที่มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ ส่วนแกนกลางที่อ่อนไหวชูชันสั่นระริกอยู่เบื้องหน้าถ้าไม่เอ็นดูมันบ้างก็คงจะใจร้ายเกินไป เปิดปากรับเอาส่วนอ่อนไหวที่สั่นระริกเข้ามาดูดดึงรูดรั้งสร้างความกระสันเสียวซ่านเสียจนเด็กหนุ่มในอ้อมกอดร้องไม่เป็นภาษา ปลายลิ้นโลมเลียตวัดส่วนปลายที่กำลังปริ่มน้ำสีขุ่นออกมา รูดรั้งแรงๆอีกหลายครั้งจนร่างบางไหวสะท้านหลั่งของเหลวสีเข้มจนเอ่อล้นออกมาจากริมฝีปาก
“ข......ขอโทษครับ.....ผมขอโทษ” เอเลนหอบหายใจกระเส่ากล่าวเสียงสั่น ร่างทั้งร่างแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น แต่แล้วจู่ๆก็ถูกพลิกกายหันหน้าแนบเข้าพิงโขดหิน ชายหนุ่มร่างใหญ่แนบกายลงมาทาบทับกระซิบเสียงพร่า
“ตื่นเต้นใช่มั้ย.....วันนี้เอเลนของพี่ดูมีอารมณ์มากกว่าปกติ” เอ่ยถามเสียงแผ่วขณะที่โลมไล้เรียวนิ้วด้วยของเหลวสีขาวขุ่นที่อมไว้ในปากจนชุ่ม
“ผม.....กลัว.....คนมาเห็น”
“วางใจได้ พี่ไม่ยอมให้ใครได้เห็นเอเลนที่น่ารักของพี่ในสภาพนี้แน่นอน กางขาออกสิครับคนดี” ขบกัดติ่งหูนิ่มเบาๆขณะที่สอดนิ้วที่ชุ่มไปด้วยน้ำรักของเด็กหนุ่มเข้าไปยังช่องทางที่อ่อนนุ่ม ตอดรัดช้าๆ ร่างบางออกอาการเกร็งไปทั้งตัว รีไวก้มลงซุกไซร้หลังใบหูนิ่มแล้วขบกัดแผ่นหลังขาวเนียนเบาๆ
“อย่าเกร็งครับ.....คนดี.....อย่าเกร็ง” ปลอบประโลมพลางค่อยๆเพิ่มจำนวนนิ้วเข้าไปเอเลนแนบหน้าลงกับโขดหิน มือเรียวยึดพยุงแท่งหินเย็นๆไว้เป็นที่มั่น
“เข้ามา.....เถอะครับ.....ผม.....ไม่เป็นไร”
 เสียงหวานคร่ำครวญออดอ้อน เรียวนิ้วถูกดึงออกจากเรือนกายบางช้าๆ ก่อนที่ชายหนุ่มจะส่งแกนกลางของร่างกายเข้าไปแทนที่ ค่อยๆสอดแทรกเข้าไปในเรือนกายที่ไหวสะท้าน ไม่ว่ากี่ครั้งที่ได้แทรกกายลึกเข้ามาในเรือนกายที่น่าหลงไหลนี้ก็ไม่เคยจะเพียงพอ ขยับกายเบาๆสร้างความเคยชินก่อนจะกดร่างเด็กหนุ่มให้โน้มตัวลงต่ำเพื่อจะได้แทรกกายเข้าไปให้ลึกยิ่งขึ้น เอเลนถึงกับส่งเสียงสะท้านยามเมื่อชายหนุ่มทาบโถมกายเข้าใส่ ความรู้สึกภายในที่อุ่นร้อนและช่องทางที่ตอดรัดแทบจะทำให้ชายหนุ่มหลอมละลาย อยากจะฝังกายอยู่ในร่างเด็กหนุ่มผู้นี้ไปชั่วนิรันดร์ จับพลิกร่างบางให้หันมาเผชิญหน้าก่อนจะกดจูบบดคลึงกลีบปากบางสีหวานแรงๆอย่างหมั่นเขี้ยว โถมกายเน้น กระตุกถี่ปลดปล่อยเมล็ดพันธุ์แห่งรักเข้าไปในร่างบางจนปรี่ล้น ตระกองกอดเด็กหนุ่มที่แทบจะหมดเรี่ยวแรงยืนไว้แนบอก
“ดูจากจำนวนที่พี่ปล่อยไว้ในตัวเอเลน ถ้าเป็นผู้หญิงคงท้องไปนานแล้ว”
“งั้นก็ดีแล้วใช่มั้ยครับที่ผมเป็นแบบนี้” เรียวขายาวเกี่ยวกระหวัดเอวหนาขณะที่ยิ้มยั่ว
“เป็นเอเลนของพี่อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ดีแล้ว ทั้งน่ารัก เซ็กซี่ เปรี้ยวอมหวานแบบนี้ดีที่สุดแล้ว” ว่าพลางจุมพิตแก้มเนียนด้วยความรักใคร่
“สุขสันต์วันเกิดครับคนดี” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ เอเลนถึงกับหลุดยิ้ม
“ยังไม่เที่ยงคืนเลยนะครับ”
“พี่อยากเป็นคนแรกที่พูดคำนี้กับเอเลน และอยากเป็นคนแรกที่มอบของขวัญให้กับเอเลน” มือใหญ่สวมสร้อยเงินเส้นเล็กที่ห้อยลูกกุญแจสีทองเข้ากับลำคอขาวเนียน ลูกกุญแจดอกเล็กสะท้อนแสงจันทร์เงาวับตัดกับผิวที่ขาวจัดของเด็กหนุ่ม
“ลูกกุญแจนี่มันอะไรกันครับ” เอเลนเอ่ยถามขณะที่ลูบลูกกุญแจดอกเล็กนี้เล่นอย่างเพลินมือ
“มันมีความหมาย และพี่ก็อยากจะให้เอเลนอยู่กับพี่ไปจนกว่าจะถึงวันที่พี่พร้อมที่จะดูแลเอเลนอย่างเต็มตัว เมื่อถึงตอนนั้นพี่จะบอกว่ากุญแจดอกนี้มันคืออะไร เอเลนจะอยู่กับพี่ไปจนกว่าจะถึงตอนนั้นได้มั้ย” ใบหน้าคมคายเอ่ยถามเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าจริงจัง
“.........จะขอผมแต่งงานเหรอครับ.........” เอเลนเอ่ยถามเสียงแผ่วก้มมองสร้อยคอบนอกเสื้อของตนน้ำตาปริ่มจะไหล รีไวจูบซับหยดน้ำที่เอ่อล้นออกมาจากหน่วยตากลมโตอย่างรักใคร่
“พี่ในตอนนี้ ยังไม่อยู่ในสถานะที่จะขอเอเลนแต่งงานได้......แต่จะขอหมั้นไว้ก่อน.....ให้กุญแจดอกนี้เป็นตัวแทนของคำสัญญาของเราสองคนได้มั้ยครับคนดี”
มือเรียวกุมกุญแจดอกเล็กขณะที่ส่งเสียงสะอื้นเบาๆ
“ให้มาแล้ว.......ถ้าจะทวงคืน ผมไม่ให้คืนนะครับ”
“ครับ......ถ้าเอเลนจะคืนให้ พี่ก็ไม่ยอมรับคืนเหมือนกัน เอเลนจะอยู่เคียงข้างพี่ตลอดไปได้มั้ยครับ” มือเรียวกอดกระชับลำคอแกร่งก้มหน้ากระซิบถ้อยคำมั่นสัญญาเสียงสะอื้น
“ด้วยความยินดีครับ.....พี่รีไวของผม”


น่าแปลกมากที่พอเดินย้อนกลับมาถึงบ้านแล้วหน้าบ้านที่ควรจะโหวกเหวกโวยวายกลับมืดและเงียบสนิท
“อย่าบอกนะว่าทุกคนกลับขึ้นไปนอนกันหมดแล้วน่ะ มันยังไม่สองทุ่มเลยนี่นา” ผมกวาดตามองสภาพโต๊ะและจานที่วางกันเกลื่อนแต่ไร้ซึ่งผู้คนโดยสิ้นเชิง
“หรือทุกคนจะออกไปตามหาเรากันครับพี่” แย่ล่ะ ถ้าทุกคนออกไปตามหาแล้วเกิดมีใครไปเจอตอนที่ผมกับพี่รีไวกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่ล่ะก็........
“ใจเย็น ดูนั่นสิ” พี่รีไวชี้ไปที่ริมชายหาด เทียนสีส้มเล่มเล็กเล่มหนึ่งส่องแสงขึ้นท่ามกลางความมืดของท้องทะเลในยามค่ำคืน และตามมาด้วยเล่มที่สอง สาม สี่ จนกระทั่งปรากฏรูปร่างเป็นรูปหัวใจดวงโตกลางผืนทราย
“เป็นเจ้าของวันเกิดแท้ๆ ให้รอนานขนาดนี้ได้ยังไงกันเอเลน” แจนที่อยู่กลางวงตะโกนใส่ผมด้วยใบหน้าที่แสนจะยียวนเป็นเอกลักษณ์ของมัน
“แกก็เถอะ.....รีไว บอกให้พาเอเลนไปถ่วงเวลาเดี๋ยวเดียว ไปซะนานเชียะ ไม่รู้ว่าไปปู้ยี้ปู้ยำน้องชายฉันจนถึงไหน......เอิ่ก!!!” พี่นานาบะที่เมาแอ๋จนหน้าแดง ชี้หน้าบ่นปาวๆ เสียก็แต่พี่แกบ่นผิดทางดันหันหน้าออกไปบ่นใส่ทะเลที่ไม่มีใครอยู่ซะงั้น
“เตี๊ยมกันไว้แล้วเหรอครับเนี่ย”
“วางแผนล่วงหน้ากันเป็นอาทิตย์เลยล่ะ” พี่รีไวตอบยิ้มๆขณะที่จูงมือผมเดินเข้าไปในวงล้อมของเทียนรูปหัวใจที่ทุกคนกำลังนั่งรอพวกเราอยู่
“สุขสันต์วันเกิดครับเอเลน” อาร์มินยิ้มขณะที่วางมาลาดอกไม้ลงบนศีรษะของผม
“ได้ไงๆ ฉันก่อนสิวะ แฮปปี้เบิร์ทเดย์ เอเลน นี่คือของขวัญสุดพิเศษของฉัน........จุ๊บ” แจนที่เริ่มจะกรึ่มจุ๊บปากลงบนแก้มผมอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องร้องจ้ากจนเสียงหลงเมื่อผู้ชายตัวโตๆอย่างแจนถูกมิคาสะเหวี่ยงออกนอกวงด้วยแขนเดียว
“อย่าแตะต้องเจ้าบ่าวของฉันนะ!!!” เธอใช้ผ้าพันคอสีแดงเช็ดแก้มผมแล้วจุ๊บเบาๆ อย่างทะนุถนอม
“โฮ่ย!!! ถอยไปเลย” พี่รีไวหันไปส่งสายตาใส่เธออย่างเคืองๆ
“แกนั่นแหละถอยไปไกลเลยๆเตี้ย” มิคาสะก็ไม่ยอมเหมือนกัน พี่เอลวินและพี่มิเกะไปช่วยกันหิ้วแจนที่ร้องโอดโอยกลับเข้ามาในวงอีกครั้ง อาร์มินกระแอมเบาๆแล้วฉุดแขนผมออกมาจากการประสานสายตาของพี่รีไวกับมิคาสะอย่างเนียนๆ
“เป่าเค้กดีกว่านะ” พ่อกับแม่ผมนั่งเฝ้าเค้กก้อนโตอยู่นานแล้ว พี่ออลโอ พี่เอิร์ด พี่กุนเธอร์นอนกอดขวดเหล้ากลิ้งอยู่กับพื้นทราย ในขณะที่พี่ฮันซี่เริ่มไปแยกมวยคู่มิคาสะกับพี่รีไวออกจากกัน
“แล้วจะได้กินกันมั้ยเค้กวันเกิดเนี่ย” แล้วเสียงดุๆของพ่อผมก็ทำให้ทุกอย่างสงบทันที ทุกคนค่อยๆทยอยมานั่งล้อมวงเค้กอย่างสงบเสงี่ยม
“ฝีมือคุณแม่นี่ครับ” ผมจำได้ เค้กชิ้นนี้คุณแม่พี่รีไวเป็นคนทำแน่นอน
“เจ้าตัวอยากจะมาด้วย แต่พี่ไม่ให้มา เลยโวยวายใหญ่” เกิดมาแล้วหลุดปากเรียกลูกชายเขาว่าลูกสะใภ้แล้วเรื่องมันจะแย่กว่าเดิม......
อาร์มินถือกล้องวิดีโอถ่ายหน้าผมกับเค้กแล้วถ่ายทุกคนเก็บบรรยากาศ พี่นานาบะที่เมาแอ๋เป็นต้นเสียงร้องเพลงวันเกิดที่ออกจะผิดๆถูกๆ หล่นๆหายๆอยู่ไม่น้อย จนเมื่อเพลงจบลงผมเป่าเทียน และทุกคนก็เริ่มจุดไฟเย็นเล่นกัน
“สุขสันต์วันเกิดเอเลน!!!!” เสียงอวยพรดังประสานก้องไปทั้งหาด
“อธิษฐานเลย” อาร์มินพูดกับผมขณะที่ยื่นกล้องเข้ามาใกล้
“วันนี้เป็นวันเกิดที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ผมมีความสุขมาก เพื่อตอบแทนทุกคน ผมขอมอบพรที่แสนประเสริฐนี้ให้กับทุกคนแทน ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆก็แล้วกันครับ” อยู่ดีๆอาร์มินก็ทิ้งกล้องแล้ววิ่งเข้ามากอดผมอย่างแรง
“ฮึ้ย!!!นายนี่มัน........เป็นคนดีจนไม่น่าให้อภัย......ไม่เสียแรง......ไม่เสียแรงเลยจริง”
“ฮือ.....เอเลน .....ฉันรักแกอ่ะ” แจนที่ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาย้อยวิ่งเข้ามากอดผมอีกคน.....ไอ้ม้านี่เมาทีไรแล้วร้องไห้ทุกทีสิน่า
“เจ้ก็รักเอเลนนะ.....ถ้าแก่มาแล้วเจ้ไม่มีใครอย่าลืมเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เจ้ด้วยนะเอเลนที่รัก.....ฮือ” พี่นานาบะเองก็แทบจะปีนขึ้นมาขี่คอผมอยู่รอมร่อ
ทุกคนต่างมองมาที่สภาพเมาแล้วรั่วของแจนกับพี่นานาบะอย่างขบขันปนสมเพศ แต่แล้วจู่ๆพี่รีไวก็คุกเข่าลงคำนับต่อหน้าพ่อกับแม่ผม ทุกคนถึงกับเงียบ........
ความรู้สึกกดดันแผ่กระจายปกคลุมโดยรอบ ก่อนที่เสียงทุ้มอันเป็นเอกลักษณ์จะกล่าวออกมา
“ขอบคุณที่ได้ให้กำเนิดเอเลนขึ้นมาครับ......”
แม่ถึงกับเผลอปิดปากด้วยความตกใจ แต่พ่อกลับยังคงสีหน้าสงบราบเรียบไว้ได้เป็นอย่างดี
“เอเลนเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตผม......ขอบคุณที่ให้กำเนิดเขาขึ้นมาครับ” พ่อกระแอมเบาๆก่อนจะตอบออกมา
“ไม่เป็นไร.....รีบๆลุกขึ้นเถอะน่า” แต่พี่รีไวยังคงหมอบนิ่งเช่นเดิม ผมจึงคุกเข่าลงแล้วคำนับลงข้างๆกัน
“ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เกิดมาบนโลกที่สวยงามนี้ครับ ผมรักพ่อกับแม่นะครับ”
“แม่ก็รักลูกจ้ะ” แม่สวมกอดผมไว้ขณะที่พ่อก็ลูบหัวผมเบาๆ
“ก็บอกให้ลุกขึ้น......ไปชงเหล้ามาให้ฉันสักแก้วไป!!!” พ่อดุพี่รีไวเสียงเข้ม พี่รีไวรับคำแล้วรีบลุกออกไปทันที บรรยากาศครึกครื้นเริ่มกลับมาอีกครั้ง แจนมันร้องไห้ออเซาะอ้อนขอเป็นลูกพ่อกับแม่ผมใหญ่เลย
“อะไรที่ลูกทำแล้วมีความสุข พ่อกับแม่ก็ยินดี ลูกโตพอที่จะคิดจะทำอะไรได้เองแล้วแม่เข้าใจ แต่จำไว้นะเอเลน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นลูกยังมีบ้าน ยังมีพ่อแม่เป็นที่พึ่งสุดท้ายอยู่”
“ครับ ผมเข้าใจครับ” ผมกอดแม่ไว้แน่น นี่น่าจะเป็นคำตอบที่เพียงพอแล้ว ถึงผมจะไม่พูดอะไรแต่ก็คิดว่าพ่อและแม่คงจะรู้......เข้าใจและยอมรับได้ในสิ่งที่ผมเป็น
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นของทุกคนดังก้องหาดท่ามกลางปาร์ตี้เล็กๆ  แสงเทียนที่ลุกโชนและแสงจากไฟเย็นส่องภาพใบหน้าที่เปี่ยมสุขเปื้อนรอยยิ้มของทุกคน วันเกิดที่แสนวิเศษสุดของผม
เสียงนาฬิกาข้อมือเตือนบอกเวลา 00.01น. ก้าวเข้าสู่คืนวันใหม่ วันที่สามสิบ มีนาคม
“สุขสันต์วันเกิดอีกครั้งนะครับคนดี” พี่รีไวกระซิบขณะที่กุมมือผมไว้
“ขอบคุณครับ!!!
ผมหวังว่านี่จะไม่ใช่ปีแรกที่เราได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ ขอให้มีปีต่อไป ต่อๆไป และต่อๆไป ให้เราได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป

รุ่งเช้าทุกคนต่างจัดกระเป๋ากันเตรียมพร้อมกลับ พี่นานาบะพี่ออลโอกอดคอกันนั่งแฮงค์รับลมเย็นอยู่หน้าบ้านขณะที่มีรถตู้สีขาวคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านเรา เด็กสาวผมบลอนด์ทองในชุดเดรสสีฟ้าก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“สวัสดีค่ะทุกคน คุณพ่อให้มารับค่ะ”
“คริสต้า!!!” เอลวินตรงเข้าไปอุ้มน้องสาวขึ้นกอดอย่างคิดถึง
“ไม่เจอกันแค่คืนเดียวเองนะคะ”
“ตั้งคืนหนึ่งต่างหาก” คริสต้าหัวเราะกับความติดน้องของพี่ชายตัวโต
“น......นางฟ้า......ฉันเห็น.....นางฟ้า” นานาบะที่กำลังแฮงค์ตบหน้าตัวเองอย่างแรงแล้วมองภาพสาวน้อยในอ้อมกอดเพื่อนอีกครั้ง
ไม่ใช่ภาพหลอนด้วย.....
“อ.....เอลวิน.....ขออุ้มหน่อยสิ” เธอพูดตาลอยๆน้ำลายแทบหก
“เรื่อง.........”
“น่าอุ้มหน่อย”
“ไม่ เธอถอยไปเลยนานาบะ” สงครามแย่งน้องสาวดังขึ้นที่หน้าบ้านขณะที่ผมกำลังล่ำลาแม่กับพ่อก่อนกลับ
“เอเลน.......” มิคาสะดึงเสื้อผมไว้ก่อนที่ผมจะออกจากบ้าน
“ฉันจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่โตเกียว”
“จริงน่ะ”
“อื้ม” เธอพยักหน้ารับ ถ้าอย่างนั้นผมก็ได้เพื่อนมาเพิ่มแล้วล่ะสิ
“เอเลนรอฉันนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ผมบอกกับเธอที่จัดแจงหิ้วกระเป๋าเดินทางของผมขึ้นรถให้เสร็จสรรพ
“รีบๆตามมาให้ได้ล่ะ......พี่สาวจะรอนะ” พี่ฮันซี่ก้มลงกระซิบกับมิคาสะที่ทำตาเขียวปั๊ดใส่
“ฝันไปเถอะ” เธอส่งสำเนียงคันไซตอกใส่หน้าแล้วรีบวิ่งเข้าบ้าน พี่ฮันซี่หัวเราะหึๆไม่หยุดก่อนจะเปรยขึ้นมา
“คนคันไซนี่น่ารักชะมัด ฉันพอจะเข้าใจความรู้สึกนายแล้วล่ะรีไว”

ทุกคนเริ่มทยอยกันขึ้นรถขณะที่พี่รีไวยังล่ำลาพ่อแม่ผมอยู่
“ขอบคุณในความกรุณาครับ ต้องขอโทษอีกครั้งที่พวกผมมารบกวนครับ”
“แหม.....ไม่ได้รบกวนอะไรเลย บ้านนี้ไม่ได้ครึกครื้นอย่างนี้มานานแล้วจ้ะ”
“ถ้าเช่นนั้น ขอตัวก่อนนะครับ” โค้งคำนับแล้วคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย แต่ในจังหวะที่กำลังจะพ้นประตูบ้านนั่นเอง
“ไว้เป็นหมอได้เมื่อไหร่ค่อยกลับมาอีกก็แล้วกัน” หมอคริช่าเปิดปากหาวแล้วเดินหายไปหลังบ้าน ขณะที่แม่คาร่าโบกมือให้ยิ้มๆ
“ด้วยความยินดีครับ”

รถตู้คันสีขาวที่อื้ออึงไปด้วยเสียงพูดคุยโวยวายกำลังแล่นไปด้วยความเร็วคงที่ ผมมองเก็บภาพชายทะเลที่ต้องแสงแดดเป็นประกายระยิบเอาไว้ให้เต็มตา กว่าจะได้กลับมาอีกครั้งก็คงนาน แล้วเสียงเตือนข้อความเข้าทำให้ผมสะดุ้ง
“ข้อความจากแม่?” พี่รีไวที่นั่งเบาะติดกันหันมาสนใจทันที
“คุณแม่ว่าไงบ้าง”
ผมกดเปิดอ่านแล้วก็ต้องรีบเก็บมือถือให้พ้นจากพี่ชายข้างตัวทันที
“อะไร เอเลน คุณแม่ว่าไงทำไมทำหน้าแดงแบบนั้น”
“เปล่าครับ คุณแม่บอกว่าแล้วชวนเพื่อนมาอีก”
“โกหก เอามือถือมาให้พี่ดูนะ!!!
“ก็ตามที่ผมบอกนั่นแหละครับ”
“พี่ไม่เชื่อ หูแดงแบบนี้โกหกแน่ๆ ส่งมือถือมาเลย”
“ไม่ครับ!!!” ผมและพี่รีไวยื้อยุดมือถือกันมือเป็นระวิง ก็แล้วผมจะให้พี่รีไวดูได้ยังไง ในเมื่อข้อความที่แม่ส่งมา มันน่าอายน้อยเสียเมื่อไหร่ล่ะ!!!!


แฟนหนุ่มของลูก.......เท่ดีนะเอเลน



แม้แต่แม่ผมก็ยังไม่เว้น.......เอากับเขาสิครับ

1 ความคิดเห็น: