วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

{Attack On Titan:Levi x Eren } -o- Incest -o- 1

{Attack On Titan:Levi x Eren } -o- Incest -o- 1

คุณเคยรู้สึกเหมือนว่าตัวตนของคุณช่างว่างเปล่า...........
คุณเคยรู้สึกเหมือนรอคอยใครสักคนบ้างหรือไม่............
คุณเคยรู้สึกเปล่าเปลี่ยวทุกครั้งที่เดินบนท้องถนนกว้างใหญ่ทั้งๆที่มีผู้คนมากมายเดินสวนทางกับคุณชนิดเบียดไหล่ชนไหล่ คอยสอดส่ายสายตามองหาว่าหนึ่งในจำนวนคนมากมายเหล่านั้นจะมีใครสักคนที่คุณเฝ้ารออยู่หรือไม่
คุณเป็นแบบนั้นบ้างหรือเปล่า...............
ผมรู้สึกแบบนั้นอยู่เสมอจวบจนเมื่อวันหนึ่ง ชีวิตน้อยๆหนึ่งชีวิตได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกในอ้อมกอดของผม
ในที่สุด..........ก็ได้พบสักที 
ดวงใจของผม............



 


บทหนึ่ง

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่ผมห้าขวบ......
“เอเลน กลับมาแล้วจ้า” พ่อแม่ที่เพิ่งจะกลับมาถึงบ้านเอ่ยทักมาแต่หน้าประตู ผมที่กำลังนั่งเล่นตัวต่อพลาสติกอยู่กับพี่เลี้ยงรีบวิ่งแจ้นออกไปรับด้วยความดีใจ
“กลับมาแล้วเหรอฮะ ซื้อขนมมาฝากผมด้วยรึเปล่า”เอ่ยถามขณะวิ่งเข้าไปกอดพลางตะกายตัวปีนขึ้นไปหาอ้อมแขนผู้เป็นพ่อด้วยความเคยชิน
“ขนมก็มีนะจ๊ะ แม่ซื้อมาฝากเยอะเลย แต่แม่มีข่าวดีที่สุดจะบอกเอเลนของแม่นะ”
“ข่าวอะไรกันฮะ” เด็กน้อยเอ่ยถามขณะที่กำลังสาละวนวุ่นวายกับการรื้อถุงขนมถุงโตก่อนจะหยิบถ้วยพุดดิ้งผลไม้รวมขึ้นมาจ้วงกินอย่างมีความสุข
“เอเลน......กำลังจะมีน้องแล้วนะจ๊ะ ดีใจมั้ยลูก แม่ท้องได้สองเดือนแล้วจ้ะ”
“อะไรนะฮะ!!!” เด็กน้อยถึงกับนิ่งค้าง พุดดิ้งถ้วยโตร่วงหล่นลงจากมือกระจายเกลื่อนพื้น
“น้อง?.....ทำไมกันฮะ พ่อกับแม่มีผมคนเดียวไม่ได้เหรอ” เด็กน้อยถึงกับเอ่ยเสียงสั่นน้ำตาคลอ
แม่กำลังจะมีน้อง นั่นก็หมายถึงความรักความเอาใจใส่ทั้งหมดที่พ่อแม่มอบให้เขามันจะต้องถูกลดทอนลงไป แบ่งไปให้ใครอีกคนที่กำลังจะเกิดมา เพื่อแย่งทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา
ไม่เอานะ!!!!!
“ผมไม่เอาน้อง!!! ผมไม่อยากได้น้อง ผมไม่เอา!!!” เด็กน้อยโวยวายลั่นขณะที่วิ่งตึงตังไปหมกตัวอยู่ในห้องนอน ร่างเล็กซุกตัวอยู่ในผ้าห่มส่งเสียงสะอื้นเบาๆ ไม่ว่าพ่อแม่จะเคาะเรียกสักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเปิดประตู
“ไม่เอา......ไม่เอา.....ผมไม่อยากได้น้อง.....ผมไม่เอา!!!

เจ็ดเดือนต่อมา........ 
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของหญิงสาวดังระงมไปทั่วห้องฉุกเฉิน เอเลนที่ทนฟังเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานของมารดาไม่ไหวปิดหูซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดผู้เป็นบิดาแน่น หลังจากผ่านการซักประวัติ ตรวจร่างกายเบื้องต้น แม่ของเขาก็ถูกย้ายไปสู่ห้องผ่าตัดในทันที พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินวิ่งหน้าตาตื่นออกมาข้างนอก
“ญาติคุณคาร่า เยเกอร์ค่ะ.....ญาติคุณคาร่า”
“ครับ ผมเป็นสามีของเธอครับ”
“ภรรยาของคุณกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต มดลูกมีการบีบรัดตัวอย่างรุนแรงแต่ปากมดลูกยังไม่เปิด ถ้าปล่อยทิ้งไว้มดลูกจะแตกและเด็กที่อยู่ในครรภ์จะขาดออกซิเจน คุณหมอต้องผ่าตัดด่วนเพื่อช่วยชีวิตทั้งแม่และลูก รบกวนคุณช่วยเซ็นยินยอมการผ่าตัดตรงนี้ด้วยนะคะ”
“ครับๆ” ชายหนุ่มที่กำลังอยู่ในภาวะวิตกลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มด้วยอาการสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่อยู่
“ญาติรอที่หน้าห้องผ่าตัดได้เลยค่ะ”
“ครับ...ขอบคุณครับ” เรียวขายาวก้าวสาวด้วยความเร่งรีบ เอเลนที่ถูกพ่ออุ้มไว้รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านที่ถ่ายทอดมาจากอ้อมกอดของผู้เป็นบิดา
“พ่อฮะ.....แม่เป็นอะไรฮะ”
“แม่ไม่เป็นไรลูก.....แม่จะปลอดภัย น้องด้วย”
“แต่แม่ร้องเสียงดัง ผมสงสารแม่ น้องทำให้แม่ร้องไห้เหรอฮะ”
“ไม่ใช่ความผิดของน้องหรอกลูก เอเลน อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลยนะ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยตอบขณะที่ทรุดนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างหน้าห้องผ่าตัดด้วยสีหน้าคร่ำเครียด เมื่อเห็นท่าทีแบบนั้นเอเลนก็เลือกที่จะเงียบและกอดผู้เป็นพ่อเอาไว้แน่นๆแทน
“แม่จะต้องปลอดภัย.....น้องจะต้องปลอดภัย....ทั้งสองคนจะต้องปลอดภัย”

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่เอเลนที่เผลอหลับไปเมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังพบว่าพ่อนั่งอยู่ที่เดิม
“เหนื่อยเหรอลูก นอนต่อก็ได้นะ” พ่อพูดขณะที่ลูบศีรษะเขาเบาๆ
“แม่ล่ะฮะ”
“แม่......เดี๋ยวแม่ก็ออกมา นอนต่อเถอะ ตื่นมาลูกจะได้เจอแม่แน่นอน นอนนะเด็กดี”
ขณะที่กำลังจะเคลิ้มๆหลับ ประตูห้องผ่าตัดก็ได้เปิดออก ผู้เป็นพ่อลุกพรวดพราดเข้าไปหารถเข็นผู้ป่วยที่ถูกเข็นออกมา
“คาร่า!!!.....ค่าร่า!!!” แม้จะเอ่ยเรียกแต่ร่างที่นอนนิ่งก็ยังไม่มีทีท่าจะตอบรับ ถุงน้ำเกลือ ถุงเลือด ถูกห้อยระโยงระยางออกมาจากร่างของภรรยาผู้เป็นที่รัก
“รบกวนถอยก่อนนะครับ......ตอนนี้เรากำลังจะย้ายผู้ป่วยไปที่ห้องผู้ป่วยหนักครับ” เจ้าหน้าที่เข็นเปลกล่าวกับชายหนุ่มขณะที่เร่งเข็นเปลออกไป
“แล้ว.....ลูกผมล่ะครับ......ลูกผมอยู่ที่ไหน!!!


ห้องผู้ป่วยหนักเด็กอ่อน

“เด็กอยู่ในภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานานค่ะเนื่องจากสายรกพันคอ ระบบการหายใจยังไม่สมบูรณ์เต็มที่เพราะคอดก่อนกำหนดจึงต้องสวมท่อช่วยหายใจและนอนตู้อบไปก่อน เวลานี้คุณพ่อยังเข้าเยี่ยมไม่ได้นะคะ ไว้รอให้เด็กอาการคงที่กว่านี้คุณหมอถึงจะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ค่ะ” พยาบาลประจำหอผู้ป่วยให้ข้อมูลของทารกน้อยได้คร่าวๆ เพราะ ณ เวลานี้ อาการของทารกน้อยบอกได้อย่างเดียวว่าอยู่ในภาวะวิกฤตและมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงทรุดลงได้เรื่อยๆ
“ลูกผม.....ลูกชาย หรือลูกสาวครับ” คริช่าเอ่ยเสียงแผ่วน้ำตาคลอขณะจ้องมองทารกน้อยที่อยู่ในตู้อบผ่านทางกระจกใสที่เปิดม่านไว้ให้มองเห็นเด็กที่อยู่ข้างใน
“ลูกชายค่ะ.....ยินดีด้วยนะคะ.....ได้ข่าวว่าคุณแม่น้องเองก็อยู่ไอซียู คุณพ่อต้องเข้มแข็งนะคะ ทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ”
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มตอบรับเสียงแผ่วจ้องมองทารกน้อยในตู้อบนิ่งงัน หากเป็นไปได้เขาขอรับความเจ็บปวดทั้งหมดแทนภรรยาและลูกน้อยไว้กับตัวเองเสียยังจะดีกว่า
“ลูกพ่อ!!!” เสียงพึมพำแผ่วๆราวกับตัดพ้อให้กับโชคชะตา คริช่าก้มหน้านิ่งสะกดกลั้นความรู้สึกรวดร้าวทั้งหมดเอาไว้ ลูกรักอีกคนยังอยู่ที่ตรงนี้ เขาไม่อยากจะหลั่งน้ำตาต่อหน้าลูกจริงๆ
“พ่อฮะ!!! พ่อ.....พ่อฮะ” เอเลนเงยหน้ากระตุกชายกางเกงของผู้เป็นพ่อ ส่วนสูงของเด็กห้าขวบอย่างเขาไม่อาจจะมองลอดกระจกมองผ่านเข้าไปยังห้องผู้ป่วยเหมือนที่พ่อเขาทำได้
“พ่อมองอะไรอยู่ฮะ ทำไมพ่อต้องร้องไห้ด้วย”
ชายหนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าลูกน้อยแล้วอุ้มขึ้นแนบอก
“ดูสิลูก เอเลน.....น้องชายของลูก น่าสงสารมากนะ กำลังทรมานอยู่แน่ๆเลย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงสะอื้นเบาๆ
“ไม่เอา ผมไม่ชอบน้อง น้องทำแม่เจ็บ ผมไม่อยากเห็นน้อง” เอเลนเอ่ยเสียงสะอื้นขณะที่กอดคอซุกหน้าลงกับซอกคอของผู้เป็นพ่อแน่น เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ยอมมองผ่านกระจกเข้าไปเด็ดขาด
“เอเลน.....ไม่เอาลูก.....น้องน่าสงสารออกนะ ไม่ใช่ความผิดของน้องหรอก ดูสิลูก น้องตัวเล็กแค่นั้นเองอ่อนแอมากๆด้วย น้องจะทำร้ายแม่ได้ยังไง”
“น้องทำแม่ร้องไห้ น้องเป็นเด็กไม่ดี ผมไม่ชอบน้อง ผมไม่เอา!!!” เมื่อเด็กน้อยในอ้อมกอดส่งเสียงร้องร่ำไห้ดังขึ้นคริช่าจึงจำใจต้องพาเอเลนออกจากหอผู้ป่วยหนักเสียก่อนเพราะกลัวจะเป็นการรบกวนเด็กๆที่รักษาอยู่ข้างใน ชายหนุ่มขับรถตรงกลับบ้านเก็บเสื้อผ้าข้าวของที่จำเป็นและฝากฝังเอเลนไว้ให้พี่เลี้ยงประจำตัวคอยดูแล
“พ่อจะไปไหนฮะ” เด็กน้อยรีบเกาะแขนรั้งพ่อที่จะเดินออกประตูบ้านไป
“พ่อจะไปอยู่เป็นเพื่อนแม่กับน้อง เอเลนอยู่บ้านเป็นเด็กดีนะลูก” เอ่ยพลางลูบศีรษะเล็กเบาๆ
“ผมไปด้วย!!!” เด็กน้อยอ้อนน้ำตาปริ่ม
“อยู่บ้านเราดีกว่า ไว้แม่กับน้องอาการดีขึ้นแล้วพ่อจะมารับลูกไปหาเองนะ เป็นเด็กดีนะลูก” พ่อตัดบทก่อนจะรีบร้อนขึ้นรถไป
“พ่อฮะ....พ่อ......ผมไปด้วย” เอเลนพยายามจะไล่ตามแต่ถูกพี่เลี้ยงรั้งตัวไว้ เด็กน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังได้แต่ตัดพ้อในใจ
ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเพราะน้องคนเดียว!!!!

หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์
เป็นครั้งแรกที่เอเลนได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยมแม่กับน้องที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ภายในหอผู้ป่วยห้องใหญ่ ใบหน้าที่คุ้นเคยของผู้เป็นแม่กำลังส่งยิ้มให้กับเด็กน้อย แม้จะยังดูอ่อนเพลีย แต่ก็ไม่ถึงขั้นหนักหนาสาหัสมากนัก ในอ้อมกอดของวงแขนเรียวมีห่อผ้าสีขาวที่กำลังดิ้นขยุกขยิกอยู่กับอกแม่อยู่ด้วย
“เข้าไปหาแม่กับน้องสิลูก” ผู้เป็นพ่อพยายามรุนหลังเด็กน้อยเข้าไปใกล้ แต่เอเลนกลับกอดขาเขาเอาไว้แน่น
“ผมไม่อยากเจอน้อง.......” เด็กน้อยเอ่ยเสียงแผ่วออกอาการงอแงอย่างเห็นได้ชัด
“แต่น้องอยากเจอเอเลนนะลูก แม่ก็ด้วย......มานี่สิจ๊ะเด็กดี มากอดแม่กับน้องหน่อย” มารดาเอ่ยอย่างยินดีขณะที่เอเลนหลับตาแน่นผละออกจากเรียวขาผู้เป็นบิดาอย่างเสียไม่ได้ เด็กน้อยเดินตุปัดตุเป๋คลำทางไปจนถึงเตียงผู้ป่วยก่อนจะตะกายตัวปีนขึ้นไปหามารดาแล้วกอดไว้แน่นทั้งที่ยังหลับตาอยู่อย่างนั้น
“ผมคิดถึงแม่ฮะ” เด็กน้อยเอ่ยเสียงอู้อี้ซบหน้าลงกับตักของแม่
“แม่ก็คิดถึงลูกจ้ะ” หญิงสาวกล่าวขณะที่โน้มตัวลงจุมพิตศีรษะของลูกเบาๆ
“จุ๊บน้องหน่อยสิลูก”
“ไม่เอาฮะ ผมไม่ชอบน้อง”
“ทำไมกัน”
“น้องทำแม่ร้องไห้.....น้องทำแม่เจ็บ.....น้องเป็นเด็กไม่ดี”
“เอเลน.....ลืมตาขึ้น แล้วมองหน้าแม่สิจ้ะ ลูกรัก” คาร่าเอ่ยขณะที่เชยคางลูกน้อยขึ้นสบตากับตน
“มองหน้าแม่สิลูก” หญิงสาวเอ่ยเสียงอ่อน เอเลนค่อยๆเปิดตาขึ้นทีละข้างช้าๆ
“เห็นมั้ยลูกรัก.....แม่กำลังยิ้ม.....ที่แม่กำลังยิ้มอยู่ตอนนี้เป็นเพราะลูกกับน้องยังไงล่ะ ลูกกับน้องทำให้แม่มีความสุข อย่าเกลียดน้องเลยนะลูก.....น้องอยากเจอพี่เอเลนนะครับ กอดผมหน่อยสิครับพี่ชาย” มารดาเอ่ยขณะที่รวบร่างลูกชายคนโตเข้ามาใกล้
หืม......น้องหอมจัง.......
ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งได้กลิ่นชัดเจน กลิ่นกายเฉพาะของเด็กทารกรายล้อมรอบกายสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่กำลังซุกตัวอยู่ในห่อผ้าสีขาวที่กำลังหลับตาพริ้มดูดนมมารดาอย่างมีความสุข
น้องตัวเล็กจัง.........
มือเล็กยื่นไปจิ้มแก้มใสที่ย้วยยุ้ยของทารกในอ้อมกอดมารดาเบาๆ
“น้องน่ารักมั้ยลูก”
“...........” ไร้ซึ่งคำตอบ เอเลนยังคงเอาแต่จ้องเสี้ยวหน้าด้านข้างของทารกน้อยอย่างตั้งอกตั้งใจ
“น้องดูดนมแม่อยู่.....ผมให้น้องกินนมบ้างได้มั้ยฮะ” เอ่ยถามด้วยความซื่อเสียจนมารดาหลุดหัวเราะจนตัวโยน
“เอเลนไม่มีน้ำนม ถึงให้น้องกิน น้องก็ไม่อิ่มหรอกลูก.........เป็นไงน้องตัวเล็กมั้ย”
“เล็กฮะ.....เล็กมาก”
“คุณหมอบอกว่าน้องร่างกายไม่แข็งแรง เอเลนเป็นพี่ชายต้องดูแลน้องนะครับ”
เด็กน้อยพยักหน้ารับเบาๆ
น้องตัวเล็กแค่นี้จะไปทำร้ายใครได้ยังไง......เขาเองที่ใจร้ายเกินไปที่เกลียดน้องตั้งแต่ยังไม่ทันได้พบกันเสียด้วยซ้ำ
“อุ้มน้องมั้ยลูก”
“ได้เหรอฮะ” เอ่ยถามตาโตด้วยความตื่นเต้น
“ได้สิจ๊ะ มานั่งตักแม่มา” คาร่าขยับตัวนั่งในท่วงท่าที่สบายขึ้นขณะที่เปิดทางให้ลูกชายคนโตเลื่อนตัวเข้ามาหา มือเรียวจับวงแขนเล็กสอดโอบห่อผ้าสีขาวเอาไว้ขณะที่ตนช่วยประคองร่างทารกน้อยไว้อีกที ทุกครั้งที่ทารกน้อยเริ่มขยับเอเลนจะเริ่มสะดุ้ง เด็กน้อยเงยหน้ามองมารดาอย่างเป็นกังวล
“ไม่เป็นไรจ้ะ กอดน้องสิลูก” แม่ยิ้มขณะที่สอดมือกระชับวงแขนที่โอบกอดทารกน้อยแน่นขึ้น ดูเหมือนว่าพอสัมผัสถึงไออุ่นจากอ้อมกอดจะทำให้ทารกน้อยสงบลง เอเลนก้มมองเสี้ยวหน้าที่ซุกอยู่กับห่อผ้าสีขาวชัดๆ ก้มลงจรดปลายจมูกลงบนพวงแก้มใสเบาๆ
“น้องหอมจริงๆด้วย” เด็กน้อยพึมพำเสียงแผ่ว
“หอมเหมือนขนมเลยฮะ”
“ถึงจะหอมก็กินไม่ได้นะ.......แม่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้น้องเลย รอถามเอเลนก่อน จะให้น้องชื่ออะไรดีจ้ะ”
“ชื่อเอล่าได้มั้ยฮะ” ตอบเสียงใส ในเมื่อเขาชื่อเอเลน น้องก็ต้องชื่อเอล่าสิ!!!
“น้องเป็นผู้ชายนะลูก ชื่อเอล่าไม่เหมาะหรอก” พ่อเอ่ยทักท้วง เอเลนจึงก้มมองเด็กทารกในอ้อมกอดอีกครั้ง
“ชื่ออะไรดีน้า” พึมพำกับตัวเองขณะที่ทอดสายตามองน้องชายชัดๆ จะว่าไปก็ยังไม่ได้เห็นหน้าน้องเต็มๆเลยนะ เอาแต่นอนขดตัวอยู่ตลอด
มือเล็กยื่นไปเขี่ยแก้มใสเบาๆ ทารกน้อยเริ่มขยับยุกยิกส่ายหน้าไปมาอย่างหงุดหงิด ใบหน้าที่ซุกซบอยู่กับผ้าห่อตัวค่อยๆเผยออกช้าๆ
ราวกับห้วงเวลาค่อยๆหยุดนิ่งก่อนจะถอยกลับข้ามวันคืนไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของทารกน้อยนี้ชัดๆหัวใจดวงน้อยก็ถึงกับสะดุด แม้เพิ่งจะเป็นการพบเจอกันเป็นครั้งแรกแต่ราวกับเด็กทารกน้อยผู้นี้ได้กวนก้อนตะกอนที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจดวงน้อยให้ลอยละล่องขึ้นมา ความรู้สึกแปลกๆแผ่ฟุ้งในจิตใต้สำนึก
สำหรับเอเลนแล้ว น้องชายผู้นี้คือคนแปลกหน้า
แต่กลับเป็นคนแปลกหน้าที่คุ้นเคย.........
เค้าหน้านี้ทำให้นึกถึงใครบางคนที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่สามารถบอกได้ว่าคนๆนั้นคือใคร แต่ภายในห้วงลึกของหัวใจกลับรู้สึกคิดคำนึงถึงอย่างประหลาด
คำนึงและคิดถึงคนที่ไม่เคยพบมาก่อน มีเพียงเสียงในหัวใจที่ยังดังก้องในห้วงสำนึกอย่างรวดร้าว

หัวหน้าครับ!!!......หัวหน้า......คุณอย่าตายนะครับ!!!
ในห้องหัวใจที่มืดมิดปิดสนิท มีเพียงเสียงร้องเรียกด้วยความรวดร้าวนี้ดังก้อง
อย่าตายนะครับ!!! อย่าทิ้งผมไป!!!
เสียงใสตะโกนก้องอย่างสิ้นหวัง
อย่าทิ้งผมไปนะ.......ผมรักคุณ.....ผมรักคุณ!!!
...........เอเลน
เสียงทุ้มเอ่ยตอบมาแผ่วๆราวกับจะสิ้นลมลงไป ณ เดี๋ยวนั้น
ฉันขอโทษ.......
มีเพียงถ้อยคำร้องขอการให้อภัยเป็นครั้งสุดท้ายที่ดังฝ่าความมืดมาแผ่วๆ ล่องลอยแทบจะปลิดปลิวไปกับสายลม
หัวหน้า!!!!........หัวหน้า!!!!


“หัว.....หน้า......รีไว?” น้ำตาหยดเล็กหลั่งรินจากหน่วยตากลมโตของเด็กน้อยรินรดลงบนแก้มใสของทารกในอ้อมกอด เอเลนซุกหน้าลงกับห่อผ้าสะอื้นเบาๆ
แม้จะไม่รู้ว่าหัวหน้ารีไวนี้คือใคร.....แต่ทำไมกลับรู้สึกคิดถึงคนๆนี้ได้อย่างน่าประหลาด
“รีไว......รีไว” เด็กน้อยพึมพำเสียงแผ่วปนสะอื้น
 “หืม......ชื่อรีไวเหรอ ก็เหมาะดีนะคะ คุณว่าไงคะคริช่า” คาร่าเอ่ยถามผู้เป็นสามีที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม แล้วก็ได้รอยยิ้มตอบกลับมา
“แล้วแต่ลูกเถอะ ถ้าลูกชอบชื่อนั้น ผมก็ว่าดี”
“งั้นตกลงตามนี้นะคะ พี่เอเลนกับน้องรีไว.......เอเลน รักน้องให้มากๆนะลูก” มารดาเอ่ยขณะที่ลูบแผ่นหลังเล็กของลูกชายคนโตเบาๆ เอเลนยังคงก้มหน้าซุกซบอยู่กับห่อผ้าขาวของทารกนิ่งงัน
“รีไว......รีไว.....”
เหตุใดจึงคิดถึงเช่นนี้นะ......
“แอ.....แอ๊!!!” พอลืมตาตื่นขึ้นมาทารกน้อยในอ้อมกอดก็เริ่มส่งเสียงประท้วง มือเล็กยกปัดป่ายพวงแก้มที่ชุ่มน้ำตาของพี่ชายขณะที่ส่งเสียงอ้อแอ้ไม่หยุด เอเลนนิ่งไปด้วยความตกใจปล่อยให้ทารกน้อยช่วยเช็ดปาดน้ำตาให้ตนอย่างตื่นตะลึง
“รีไวบอกว่าพี่เอเลนไม่ต้องร้องไห้แล้วนะครับ.....รักน้องก็ดูแลน้องให้ดีๆนะลูก” มารดาเอ่ยขณะที่ลูบศีรษะลูกน้อยเบาๆ เสียงชัตเตอร์ถ่ายภาพที่ดังขึ้นเรียกความสนใจให้ทุกคนต้องหันไปมองผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นตาเดียว
“โทษทีๆ เห็นแล้วมันอดใจไม่ไหว ดูสิน้องชายเช็ดน้ำตาให้พี่ชายใหญ่เลย หยุดร้องได้แล้วเอเลน อายน้องนะลูก”
“ครับ ผมไม่ร้อง” เด็กน้อยรับคำขณะกัดปากกลืนก้อนสะอื้นเอาไว้แน่น
“เอาล่ะ!!! มาถ่ายเซลฟี่ครอบครัวเราดีกว่า........เอ้า....หนึ่ง สอง สาม....ยิ้ม!!!!

ยี่สิบห้าธันวาคม วันคริสต์มาส นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกถึงความสุขที่ได้รับการเติมเต็มในหัวใจอย่างแท้จริง ของขวัญพิเศษที่สุดที่พระเจ้าประทานมาให้ผมนั่นคือน้องชายของผม รีไว เพียงแค่ได้มองหน้าของเด็กคนนั้นก็ทำให้ความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจในหัวใจของผมถูกปัดเป่าไปจนสิ้น มรสุมเลวร้ายที่ผ่านมาทั้งหมดราวกับเป็นเพียงภาพฝัน ตั้งแต่นี้ต่อไป ครอบครัวของผมคงจะมีแต่ความสุข
มีความสุขตลอดไป..........














ได้มั้ยนะ?..............




เสียงร้องอ้อแอ้ดังแว่วมาในกลางดึก เอเลนสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกว่ากำลังมีใครบางคนเรียกตนอยู่ เด็กน้อยร่างเล็กเดินไปตามทิศทางของเสียงด้วยอาการสะลึมสะลือสุดขีด
“รีไว.....ร้องไห้อีกแล้วเหรอ” ชะโงกหน้าตะกายตัวปีนขึ้นไปหาทารกน้อยที่นอนอยู่บนเตียงเด็ก พลางลูบอกเบาๆให้เด็กน้อยได้สัมผัสถึงไออุ่น
“ทำไมล่ะ....กลัวเหรอ” เอ่ยถามขณะที่อุ้มน้องชายตัวน้อยขึ้นกอดเบาๆ
“ชอบร้องไห้กลางดึกทุกคืนเลยนะ ดูสิน้ำมูกไหลเต็มเลย” บ่นให้ทารกน้อยเบาๆขณะที่ช่วยเช็ดน้ำมูกแต่จู่ๆเอเลนก็เริ่มจะสังเกตเห็น อยู่ดีๆรีไวที่กำลังส่งเสียงร้องลั่นส่งเสียงหายใจครืดคราดถี่ขึ้น เสียงร้องก็เริ่มจะเบาลง
“รีไว?.....เป็นไรล่ะ.....รีไว” เมื่อเห็นท่าไม่ดีเอเลนจึงต้องวิ่งตึงตังไปห้องนอนใหญ่ของบ้าน
“พ่อฮะ!!! แม่ฮะ!!! ช่วยน้องด้วย”


ภาพทารกน้อยที่นอนบนเปลมีที่ครอบพ่นควันนอนดิ้นขยุกขยิกอยู่บนเตียงไม่เป็นที่สบายตาแก่เอเลนนัก
“พี่พยาบาลน้องเป็นอะไรฮะ ดูทรมานจัง” เด็กน้อยสะกิดถามพยาบาลสาวข้างตัวด้วยความวิตก
“พี่กำลังพ่นยาขยายหลอดลมให้น้องอยู่จ้ะ”
“ทำไมน้องดูทรมานจังฮะ”
“พอยาออกฤทธิ์ น้องหายใจได้คล่องขึ้นก็จะดีขึ้นเองจ้ะ แล้วเราไม่ง่วงเหรอ ดึกขนาดนี้แล้วนะ”
“ถ้าน้องยังไม่ดีขึ้นผมก็หลับไม่ลงหรอกฮะ” เอเลนตอบขณะที่เลื่อนตัวเข้าไปเกาะขอบเตียงของทารกน้อยไว้
“รีบๆหายนะเด็กดี” เสียงเล็กๆพูดกับน้องชายเบาๆ มันช่างน่าเอ็นดูเสียจนเหล่าพยาบาลเองก็อดยิ้มตามไม่ได้
รักน้องจริงน้า!!!.........

อีกด้าน คริช่าและคาร่าที่คุยอยู่กับหมอก็ถึงกับเครียด
“หอบหืดหรือครับ?”
“ใช่ครับ เพราะร่างกายเด็กอ่อนแอมาก หากเจอสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็ทำให้กำเริบได้ เช่นร่างกายอบอุ่นไม่เพียงพอ อากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ฝุ่นละออง หรือแม้แต่การพักผ่อนน้อยก็เป็นสาเหตุได้ โดยเฉพาะเด็กอ่อนขนาดนี้ยิ่งต้องเฝ้าระวังมาก คงต้องดูแลเป็นพิเศษนะครับคุณพ่อคุณแม่”
กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลารุ่งสางแล้ว คาร่าเหลือบตามองลูกชายทั้งสองที่นอนกอดกันหลับอยู่เบาะหลังรถแล้วถอนหายใจยาว
“แบบนี้ลำบากแย่เลยนะคะ แกคงออกไปวิ่งเล่นกับเด็กๆนอกบ้านไม่ได้แน่ ฉันสงสารลูกจังเลยค่ะ”
“คุณอย่ากังวลไป หมอก็บอกว่าโตขึ้นอาจมีโอกาสหายได้ ถ้าแกแข็งแรงขึ้น ลูกเราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอก จัดสิ่งแวดล้อมให้ดี เฝ้าระวังใกล้ชิดก็ควบคุมอาการกำเริบได้ คุณเข้าใจวิธีพ่นยาที่พยาบาลสอนดีแล้วใช่มั้ย”
“ค่ะ ฉันทำเป็นแล้ว กลับไปคงต้องสอนให้พี่เลี้ยง บางทีอาจต้องสอนเอเลนไว้ด้วย”
“อืม.....จะไหวเหรอ”
“ห้าขวบแล้ว ลูกพอจะเข้าใจอะไรได้แล้วค่ะ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับรีไวด้วยแล้ว เอเลนไม่ยอมอยู่เฉยหรอกค่ะ ออกจะเห่อน้องขนาดนั้น” ผู้เป็นแม่ทอดสายตามองลูกชายทั้งสองด้วยความเอ็นดูขณะที่เผลอยิ้มอย่างอ่อนโยน
“นั่นสินะ......ถ้าเพื่อรีไวแล้ว.....เจ้าลูกคนนี้มันทำได้ทุกอย่าง ทั้งๆที่ตอนแรกออกจะต่อต้านขนาดนั้นแท้ๆ”
“สายเลือดไงคะ.....สายสัมพันธ์ที่ผูกโยงเด็กสองคนนั้นไว้ก็คือสายเลือด ไม่มีวันตัดกันขาดหรอกค่ะ” คาร่าเอ่ยอย่างภาคภูมิใจแล้วยิ้มกว้างให้กับสามี


แน่นอนว่าเป็นอย่างที่แม่พูด สายสัมพันธ์ที่ผูกโยงผมกับน้องชายเอาไว้ด้วยกันก็คือสายเลือด แต่นอกเหนือจากนั้นมันกลับมีสายสัมพันธ์บางอย่างที่มองไม่เห็นที่ผูกรัดดักร้อยเราเอาไว้ด้วยกัน ทั้งที่มองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ แต่สายสัมพันธ์เส้นนั้นกลับมั่นคงและแข็งแรงมีอำนาจเหนือกว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสายเลือดของเรา เหมือนดังเชือกไร้รูปร่างเส้นโตที่ผูกรัดจองจำเราทั้งคู่ไว้ด้วยกัน......ซึ่งมันทั้งเจ็บปวด.....และทรมาน........

เจ็ดปีผ่านไป.......  

“รีไว.....คุณพี่ชายมารับแล้วนะจ๊ะ” เสียงคุณครูประจำชั้นสาวตะโกนแว่วมาจากหน้าห้อง ก่อนจะมีเสียงตอบรับกลับมา
“คร้าบ!!!!” เด็กน้อยร่างเล็กลากกระเป๋านักเรียนที่ดูจะหนักเกินตัววิ่งถลามาหาผมด้วยความเร็ว
“พี่ครับ คิดถึงจัง” น้องชายสุดที่รักโผเข้ากอดผมเสียแน่น แต่รู้สึกหายใจหอบๆชอบกลแฮะ
“รีไวอย่างวิ่งสิ มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ” ผมบ่นให้เจ้าเด็กตัวน้อยขณะที่ควานหากระป๋องยาพ่นจากกระเป๋ามาพ่นให้เจ้าเด็กช่างซน
“โอเค สูดหายใจลึกๆ ช้าๆสูดยาเข้าไปนะ” ผมเอ่ยขณะที่ลูบแผ่นหลังเล็กให้เบาๆ
“ดีขึ้นแล้วสินะ”
“ครับ”
“กลับกันเถอะ” ผมรอจนกระทั่งอาการหอบหายใจของรีไวเป็นปกติแล้วแบกเจ้าตัวเล็กขึ้นหลังเดินกลับบ้านไปด้วยกัน น้องชายของผมทั้งตัวเล็กและอ่อนแอมันช่วยไม่ได้เลยที่ผมจะรู้สึกว่าหากไม่โอบอุ้มเจ้าตัวเอาไว้ เด็กคนนี้คงต้องลอยหายปลิดปลิวไปกับสายลมเข้าสักวัน
“วันนี้ที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง”
“คุณครูสอนวาดรูปฮะ” เด็กน้อยเอ่ยตอบอย่างร่างเริง
“วาดรูปอะไร”
“ของที่ชอบที่สุดในโลก”
“แล้วรีไวของพี่วาดอะไรครับ”
“นี่ไง” มือเล็กควักกระดาษวาดเขียนยับยู่ยี่ออกจากกระเป๋ายื่นส่งมาให้ ทันทีที่ผมเห็นผมจำต้องเอ่ยถามขึ้นว่า
“นี่ใคร” ไอ้เจ้าก้านไม้ขีดยาวๆหัวกลมที่มีแท่งยาวๆยืดออกมาสี่ข้างนี่มันอะไร พอจะเดาได้อยู่นะว่าเป็นคน แต่ว่านี่มันใครกัน
“พี่ชายไง!!!” เสียงเล็กๆตะโกนตอบอย่างตื่นเต้น
“ของที่ผมชอบที่สุดก็พี่ชายไง”
“รีไว คุณครูเขาหมายถึงของนะ ไม่ใช่คน”
“ก็ผมชอบพี่ชายที่สุดแล้ว จะวาดพี่ชายไม่ได้รึไง จะอะไรก็ไม่เคยชอบเกินพี่ชายหรอกนะ” เด็กน้อยเอ่ยถามเสียงหงอย น้ำเสียงลิงโลดเมื่อครู่หายสนิท
“โอเคๆ จะวาดพี่ก็ไม่ผิดหรอก” ผมพยายามช่วยปลอบ ยังไงก็ไม่ควรปิดกั้นจินตนาการเด็กนี่นะ
“ผมชอบพี่ชายที่สุดแล้ว พี่ชายล่ะฮะ ชอบผมที่สุดมั้ยฮะ”
“ชอบสิ...ทั้งชอบทั้งรักที่สุดเลย”
“เย้!!! พี่ชายรักผมด้วยล่ะ งั้นขี่ม้าวิ่งกลับบ้านเลยนะฮะ”
“จ้าๆ”
มีแต่ต้องยอมเท่านั้นล่ะนะ อันที่จริงก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรนักหรอก รีไวเองก็ตัวแค่นี้ แบกน้องวิ่งกลับบ้านไม่เป็นปัญหาอยู่แล้วล่ะน่า.....
และด้วยพลังฝีเท้าของผมเราก็กลับถึงบ้านกันในเวลาสิบนาที
“กลับมาแล้วคร้าบ!!!!” เสียงลูกชายคนเล็กและคนโตประสานขึ้นพร้อมกันทันทีที่เปิดประตูเข้าบ้าน
“อะไรเนี่ย เด็กสองคนนี้วิ่งมาอีกแล้วเหรอ ระวังน้องหน่อยสิเอเลน” เสียงแม่บ่นดังมาจากห้องครัว
“ไม่เป็นไรหรอกฮะ คนวิ่งน่ะผมนะ น้องไม่ได้เหนื่อยสักหน่อย” ผมตอบขณะที่โบกมือพัดหน้าตัวเองคลายร้อน
“ช่าย!!! ไม่เหนื่อยสักหน่อย” ส่วนเจ้าน้องชายตัวเล็กวิ่งตึงตังเข้าไปชิงตัดหน้าจุ๊บแก้มแม่ก่อนแล้ว
“ไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวลงมากินข้าวนะลูก”
“คร้าบ!!!” ผมฉวยเอาร่างเจ้าเด็กน้อยขึ้นขี่คอแล้ววิ่งขึ้นห้องชั้นบน ซึ่งเป็นห้องของผมกับน้องซึ่งแม้ตอนนี้ผมจะขึ้นม.ต้นแล้ว เจ้าน้องชายตัวดีมันก็ยังไม่ยอมปล่อยให้ผมได้อยู่ห้องเดี่ยวๆสักที
“พี่ชาย ผมถูหลังให้” เจ้าน้องชายตัวน้อยหอบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กวิ่งตามผมเข้าห้องน้ำมาติดๆ
“จัดมาๆ”
แม้แต่การอาบน้ำด้วยกันก็ยังเป็นกิจวัตรประจำวันที่ผมต้องทำร่วมกับเขาไม่ขาดและยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างผมและรีไว ยังมีความลับที่เราไม่อาจบอกใครได้อยู่อีก........
“ถ้าผมถูหลังให้แล้วพี่ชาย รักผมหน่อยได้มั้ย” เสียงใสเอ่ยถามอย่างออดอ้อน
“..........”
“พี่ชาย.....รักผมหน่อยนะ.....รักผมด้วย.....ได้มั้ย” ผมรู้สึกเหงื่อตกกับคำขอนั้นจริงๆ
“อ......อืม.....”


“ฮ.....ฮึก.....พี่ชาย” เสียงใสที่พยายามกลั้นเสียงร้องถึงกับครางกระเส่า ยามเมื่อถูกริมฝีปากบางรูดรั้งจู่โจมแกนกายเล็กจิ๋วของตนอย่างหนักหน่วง มือเล็กจิกแน่นลงกับกลุ่มผมนุ่มของพี่ชาย
“รักผม.....แรงๆอีกหน่อย รักมากๆ”
เสียงร้องขอที่แสนรัญจวนใจปลุกเร้าคนฟังได้อย่างง่ายดาย เอเลนเพิ่มความแรงในการขบเม้มแกนกายเล็กอย่างหนักหน่วงจนเริ่มชูชันขยายตัวขึ้น แต่เพียงเวลาไม่นานก็รู้สึกถึงแรงกระตุกน้อยๆที่กระทบเข้ากับช่องปากแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีของเหลวสีขุ่นที่ควรจะไหลออกมาตามปกติ
ถึงแล้วเหรอ? ไม่แปลกนี่นะ เด็กขนาดนี้จะมีความอดทนได้มากแค่ไหนกัน แต่ก็เหมือนจะนานขึ้นกว่าครั้งก่อนพอดู......
ถึงอย่างนั้นรีไวก็ยังคงร้องขอให้เขาทำให้ทุกครั้งที่อาบน้ำด้วยกันเพราะเข้าใจไปว่านั่นคือการแสดงความรัก ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดพลาดของเขาเอง


“พี่รักรีไวนะ พี่ถึงได้ทำให้” คำโกหกคำโตถูกปิดบังไว้ผ่านรอยยิ้มหวาน ขณะที่มือเรียวยื่นเกาะกุมแกนกายเล็กของน้องชายที่ดูจะตื่นกลัวเอาไว้
“จะทำอะไรฮะ” เด็กน้อยเอ่ยถามเสียงสั่น
“พี่จะทำให้รีไวมีความสุข แต่รีไวต้องสัญญากับพี่ ห้ามบอกใคร และห้ามไปทำแบบนี้กับใครเด็ดขาด สัญญาได้มั้ย” กระซิบข้างใบหูเล็กเสียงแผ่วขณะที่มือเรียวเริ่มรูดรั้งแกนกายเล็กเบาๆ
“ฮะ.....ผมสัญญา”


ไม่อาจโทษใครได้ที่ทุกอย่างมันดำเนินมาเป็นถึงเพียงนี้ ทำได้เพียงแต่โทษตัวเองที่ไม่รู้จักข่มใจไว้เท่านั้น ความรู้สึกที่อยากสัมผัสเรือนร่างเปลือยเปล่าของเด็กน้อยคนนี้มันทำให้เอเลนชักนำรีไวไปสู่เส้นทางที่ผิด......

ผิดทั้งในแง่ของกฎหมายและศีลธรรม..........

“พี่ชาย!!! อ๊า....พี่ชาย!!!” รีไวส่งเสียงลั่น เด็กน้อยกระตุกเฮือกก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้น เสียงหายใจวี้ด วี้ด ดังลอดออกมาจากร่างเล็ก

แย่ล่ะ!!! อยู่ในห้องน้ำนานไป ตัวเปียกนานไปแล้ว......
ด้วยความตกใจเอเลนรีบหยิบผ้าเช็ดตัวห่อตัวน้องไว้แล้วควานหาขวดยาพ่นจากกระเป๋านักเรียนมาให้
“รีไว!!! สูดเร็ว...สูดเข้า” ดูเหมือนว่าจะเริ่มดีขึ้นบ้าง
“พักเถอะ” กล่าวพลางดันร่างเจ้าเด็กน้อยลงกับที่นอนด้วยความโล่งใจ
“แต่ผมยังไม่ได้รักพี่เลยนะฮะ” เด็กน้อยทอดสายตามองอ้อนๆขณะที่ยึดมือเรียวไปกอดไว้แน่น
“ไม่เป็นไร ไว้วันหลังเถอะ นอนนะ พี่อาบน้ำเสร็จแล้วจะมาปลุก” เอ่ยตอบพลางลูบศีรษะชื้นหยดน้ำของเด็กน้อยเบาๆด้วยความรู้สึกผิดในใจท่วมท้น
“ฮะ.....ผมจะรอพี่ฮะ”


เสียงหอบหายใจลึกดังก้องสะท้อนในห้องน้ำ มือเรียวรูดรั้งโลมไล้แกนกายของตนที่กำลังชูชันอย่างหนักหน่วง ในหัวสมองมีเพียงภาพของน้องชายที่กำลังพร่ำเรียกหา พี่ชายด้วยสีหน้าระทดระทวยเพียงเท่านั้น
“อ่ะ.....ฮ่า......อ๊า....รีไว”
แม้จะรู้ว่าไม่ถูกต้อง แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆที่ผมจะหักห้ามตัวเองไม่ให้เกิดอารมณ์กับน้องชายได้
ชอบนะฮะ.....ผมชอบพี่ชายที่สุด....รักพี่ชายที่สุด ถ้อยคำใสซื่อที่เฝ้าพร่ำบอกกับผม ไม่ว่ามันจะเป็นความชอบแบบไหน แต่สำหรับผม แค่คำว่าชอบ....คำว่ารักจากน้องชายก็มีค่าที่สุดแล้ว
“อ่ะ....อ๊า.....รีไว!!!
น้ำสีขาวขุ่นฉีดพุ่งออกมาจากแกนกายยาวเมื่อเด็กหนุ่มถึงที่สุดแห่งอารมณ์ ร่างบางถึงกับสั่นสะท้านด้วยความสุขสมขณะที่หอบหายใจกระเส่า
“พี่......รัก....รีไว.......”


นั่นเป็นความรู้สึกที่เกิดจากส่วนลึกในจิตใจของผม แต่แน่นอนว่าความลับย่อมไม่มีในโลก วันหนึ่งขณะที่ผมกับรีไวกำลังอาบน้ำด้วยกันอย่างเช่นทุกวัน แม่บังเอิญได้มาเห็นความลับของผมกับน้องเข้าพอดี สายตาเจ็บปวดขยะแขยงที่แม่มองมายังผมมันยิ่งกว่ามีดที่กรีดลงมาบนหัวใจ ผมถูกตีอย่างหนักจนนับไม้ไม่ทันด้วยซ้ำ จำได้แต่ว่าเมื่อตอนนั้นรีไวร้องไห้อย่างหนักจนหอบหืดกำเริบต้องเข้านอนพักที่โรงพยาบาล ตลอดระยะเวลาที่น้องป่วยผมไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยมน้องที่โรงพยาบาลเสียด้วยซ้ำสามวันหลังจากนั้นผมก็ถูกส่งตัวเข้าโรงเรียนประจำที่อยู่ไกลบ้านมากๆโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกลาน้องเลย

ดวงตากลมโตทอดมองกระดาษในมือด้วยสายตาเฉยชา กลีบปากบางบิดรอยยิ้มหยันก่อนจะขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี
“อีอะไอ”....(มีอะไร) น้ำเสียงอู้อี้จากคนที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“จดหมายจากทางบ้าน ไม่ได้สำคัญอะไรมากหรอก” เสียงหวานเอ่ยตอบเบาๆขณะที่ยิ้มยั่วเย้า นิ้วเรียวกรีดกรายเชยปลายคางคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าขึ้นมองสบตา
“ไม่ต้องสนใจหรอก ตั้งใจให้มากกว่านี้สิ ใช้ลิ้นเยอะๆ ผมยังไม่ถึงเลยนะ” เอ่ยกระเซ้าเสียงเบาขณะที่เด้งสะโพกสวนแกนกายที่ตื่นตัวเต็มที่เข้าไปในโพรงปากอุ่นร้อน
“บอกแล้วนะว่านี่คือการทดสอบ ถ้าไม่ผ่านก็จะไม่มีครั้งที่สองเป็นอันขาด”
ถ้อยคำบอกเล่าเนิบๆนั้นราวกับเป็นประกาศิต ชายหนุ่มนิรนามเพ่งสมาธิไปที่แกนกายสีสวยที่ผงาดแข็งขืนอยู่ในโพรงปากของตนออกแรงดูดเม้มหนักๆเรียกให้เสียงหวานครางสะท้านด้วยความเสียวกระสัน นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าขาวใสของชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของแกนกายที่เขากำลังปรนเปรอให้ด้วยความลุ่มหลง ใบหน้าเรียวได้รูปเชิดสูงหลับตาพริ้ม กลีบปากบางขบเม้มแน่นในยามที่เจ้าตัวได้ปลดปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นออกมาจากกาย
“กลืนลงไปให้หมด อย่าให้หกทิ้งสักหยดนะ” น้ำเสียงหวานเอ่ยสั่งกลั้วหัวเราะ ขณะที่ใช้ปลายเท้าตวัดเขี่ยหยอกเย้าแกนกายที่คับแน่นเป้ากางเกงจนแทบจะระเบิดของชายหนุ่มนิรนามเล่น
“แค่ให้ใช้ปากทำให้ก็เป็นซะขนาดนี้ ทำไม......ฉันมันน่ากินมากนักเหรอ”
“ที่สุดของที่สุด” ชายหนุ่มนิรนามแค่นเสียงตอบด้วยความตื่นเต้น
กุหลาบงามย่อมมีหนามแหลมคม เอเลน เยเกอร์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นไม้งามที่ใครๆก็หมายจะเชยชมด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าแม้เจ้าตัวจะเล่นๆกับใครก็ได้ แต่ก็ไม่เคยมีใครได้เด็ดกลีบบางของกุหลาบงามดอกนี้จริงๆสักที
“ไม่ไหวแล้วจริงๆ ให้ฉันทำเถอะนะเอเลน” ชายหนุ่มนิรนามหอบหายใจลึกเอ่ยด้วยน้ำเสียงหื่นกระหายขณะที่พยายามปลดซิปกางเกงของตัวเองลง
“แบบนั้นมันก็ผิดข้อตกลงน่ะสิ ไม่ได้เด็ดขาด” เสียงหวานตวาดห้วนขึ้นเล็กน้อยขณะที่ใช้เท้ายันเป้ากางเกงของชายหนุ่มที่ไม่ทราบแม้แต่ชื่อไว้
“ไม่ให้ใส่หรอกนะ แต่จะใช้ปากทำให้จนกว่าจะพอใจแล้วกัน จะปล่อยเท่าไหร่ก็ได้เต็มที่” เอเลนกล่าวขณะที่ทรุดกายลงกับพื้นปลดกางเกงของชายหนุ่มแปลกหน้าเงียบๆก่อนจะปรนเปรอแกนกายสีเข้มที่ขยายใหญ่อย่างเต็มที่ให้ด้วยความช่ำชอง นัยน์ตากลมโตเหลือบมองชายหนุ่มร่างสูงที่อารมณ์ดูจะคุกรุ่นกำหนัดด้วยความสมเพช

เพราะสำหรับเอเลนแล้ว เซ็กซ์ มันก็เป็นแค่กิจกรรมฆ่าเวลาแก้เบื่อก็เท่านั้นเอง............

มองจำนวนเงินที่ถูกทิ้งไว้ให้ด้วยสายตาเฉยชา เรื่องเงินทองก็ไม่ได้ขัดสนอะไรแต่ที่ทำไปก็เพื่อความพอใจล้วนๆ แต่ดูเหมือนว่าเดี๋ยวนี้พวกที่ชอบมาตามตื๊อตอแยชักจะมีมากขึ้นทุกทีจนน่ารำคาญ มือบางหยิบกระดาษจดหมายที่ถูกทิ้งหล่นอยู่กับพื้นขึ้นมาดูอีกครั้ง
“กลับบ้านสักหน่อยจะดีมั้ยนะ...................”

ผมนั่งรถไฟจากโตเกียวมาชิบะใช้เวลาไม่นาน เกือบสิบปีที่ไม่ได้กลับมาบ้านเลยสักครั้งอะไรๆก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาแต่ก็ยังคงความงดงามไว้เหมือนเดิม เดินออกจากสถานีรถไฟผ่านสวนสาธารณะชิมิสุ ใบไม้เปลี่ยนสีกำลังผลิใบสะพรั่งเต็มตื้นไปทั้งสวน
“ก็มันเดือนธันวานี่นะ......จำได้ว่าเมื่อก่อนชอบพารีไวมาเดินเล่นอยู่บ่อยๆ”
ผมใช้เวลาหยุดยืนมองภาพใบไม้หลากสีที่ปลิวว่อนยามเมื่อลมเย็นพัดผ่านราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์ มันเป็นอะไรที่ชวนให้คิดถึงจริงๆ ระหว่างที่กำลังดื่มด่ำกับทัศนียภาพงดงามนี้ก็มีบิ๊กไบค์ดูคาติสีดำคันใหญ่ขับผ่านไปด้วยความรวดเร็ว แรงลมพัดที่เกิดขึ้นแทบจะดูดเอเลนให้ตกถนนไปเลยทีเดียว ได้แต่ไล่สายตามองตามเจ้าหนุ่มปริศนาที่สวมหมวกกันน็อคสีดำเต็มใบควบบิ๊กไบค์ผ่านไปด้วยความเร็วอย่างสรรเสริญ
“ขอให้คว่ำเข้าสักวันเถอะ.......”
ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆก็มักจะมีไอ้พวกนักซิ่งป่วนเมืองอยู่แบบนี้ทุกที่ล่ะนะ เดินต่อมาอีกสักพักก็ผ่านโรงเรียนที่เคยเรียนเมื่อตอนประถมและโบสถ์คริสตจักรหลังใหญ่ซึ่งผมจำได้ดีว่าเมื่อก่อนมันยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ผมหยุดยืนมองเข้าไปยังโบสถ์หลังนั้นสักพักเพราะเหมือนจะได้ยินเสียงเด็กๆเล่นหยอกหัวกันดังแว่วออกมาจากในนั้น ประตูโบสถ์เปิดออกพร้อมกับที่ลูกฟุตบอลกลิ้งออกมา น้องชายตัวเล็กวิ่งออกมาเก็บมันกลับไปขณะที่โบกมือให้กับผม
“พี่ชาย!!! เตะบอลด้วยกันมั้ยฮะ”
“ไว้วันหลังก็แล้วกันนะ วันนี้พี่ชายต้องกลับบ้านก่อน” ผมตะโกนตอบพลางส่งยิ้มไปให้อดคิดถึงรีไวขึ้นมาไม่ได้จริงๆ ถ้าน้องชายของผมไม่ใช่เด็กขี้โรคก็คงจะมีโอกาสได้วิ่งเล่นเป็นทะโมนเหมือนกับเด็กคนนี้เหมือนกัน
ผมโบกมือลาเด็กน้อยแปลกหน้าแล้วเดินต่อไปเงียบๆ ขณะนั้นเองในโบสถ์คริสตจักรชายหนุ่มร่างสูงที่รอคอยเด็กน้อยหายจ๋อยออกมาเก็บลูกบอลอยู่เป็นนานต้องเดินตามออกมาดูด้วยความเป็นห่วง
“ไมค์!!! คุยกับใครอยู่” ร่างสูงเดินออกมาหาเด็กน้อยพร้อมทั้งลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู
“เมื่อกี้มีพี่ชายคนหนึ่งเดินผ่านมาฮะ ผมเลยชวนมาเล่นบอลด้วยกันแต่พี่ชายบอกว่าวันนี้ต้องรีบกลับบ้านวันหลังจะมาเล่นด้วย” ชายหนุ่มร่างสูงมองตามทิศทางที่เด็กน้อยชี้ไปก็เห็นเพียงแผ่นหลังของชายหนุ่มร่างบางคนหนึ่งอยู่ไกลๆเท่านั้น
“พี่ชายบอกว่าวันหลังจะมาเล่นด้วยฮะ........พี่เอลวินเราไปเล่นกันดีกว่า” เด็กน้อยกล่าวเสียงใสพร้อมทั้งดึงมือชายหนุ่มร่างสูงเดินกลับเข้าไปในโบสถ์พร้อมกัน

บ้านสองชั้นหลังเดี่ยวที่คุ้นเคยปรากฏอยู่ไม่ไกลนัก แม้จะผ่านเวลาล่วงเลยมาเกือบสิบปีแต่บ้านที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีก็ยังคงความสวยงามไว้เหมือนเดิม จะมีก็แต่โรงรถที่ดูจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ผมตัดสินใจอยู่นานกว่าจะกดออดที่หน้าบ้านเพราะนี่ถือเป็นการเผชิญหน้าระหว่างผมและครอบครัวเป็นครั้งแรกนับจากเหตุการณ์อัปยศเมื่อวัยเด็กในตอนนั้น มีเสียงตอบรับพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้และเมื่อประตูเปิดออก หญิงวัยกลางคนที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาดีก็โผล่หน้าออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอค่อยๆจืดจางลงจนกลายเป็นรอยยิ้มฝั่นเฝื่อน ผมเข้าใจว่าแม่คงปั้นหน้าลำบากเมื่ออยู่ต่อหน้าผมก็โทษเธอไม่ได้หรอกนะ ผมส่งรอยยิ้มตอบกลับไปพร้อมกับโค้งคำนับให้กับเธอ
“กลับมาแล้วครับ”

“ทำไมไม่บอกแม่ก่อนล่ะว่าจะกลับมา ฉุกละหุกแบบนี้แม่ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรไว้ต้อนรับลูกเลย”
“ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะกลับมาเร็วขนาดนี้หรอกครับ คิดว่าจะกลับมาช่วงใกล้วันเกิดน้อง แต่เพราะช่วงนี้ที่มหาลัยผมกำลังให้ทำโปรเจคต์เลยมีเวลาว่างมากขึ้นคิดว่าหอบกลับมาทำที่บ้านดีกว่าอยู่ที่หอก็เบื่อๆ”
“อยู่ที่โตเกียว ลูกสบายดีใช่มั้ย ไม่เห็นติดต่อกลับมาบ้านบ้างเลย”
“ตอนที่อยู่โรงเรียนประจำจะส่งจดหมายแต่ละทีก็ลำบากครับก็เลยไม่ได้ติดต่อกลับมา พอเข้ามหาลัยแล้วก็ยุ่งเรื่องเรียนจนแทบไม่มีเวลาอีก ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงครับ”
“แค่รู้ว่าลูกสบายดีก็พอแล้ว เงินทองไม่ได้ขาดเหลือใช่มั้ยเอเลน”
“ที่พ่อส่งให้แต่ละเดือนก็พอแล้วครับ ออกจะเหลือใช้เสียด้วยซ้ำ”

ขณะที่กำลังคุยกันที่ห้องครัวก็ได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ดังลั่นมาจากหน้าบ้าน ผมวางมือจากการปอกแอปเปิ้ล แล้วลุกเดินออกไปหน้าบ้าน
“เดี๋ยวผมไปจัดการเองครับ”
“เอเลน!!! เดี๋ยวลูก นั่นน่ะ..........”
ได้ยินเสียงแม่ตะโกนไล่หลังมาแว่วๆแต่ก็ถูกเสียงเครื่องยนต์ที่ดังสนั่นกลบไปหมด ผมเปิดประตูหน้าบ้านออกไปก็เจอกับเจ้าหนุ่มบิ๊กไบค์ดูคาติสีดำคู่กรณีที่กำลังบิดคันเร่งสร้างความรำคาญให้กับชาวบ้านชาวช่องเขาดังลั่น
“ถ้าว่างนักทำไมไม่เอาเวลาไปอ่านหนังสือหนังหาทำการบ้านแล้วกินนมนอนเสียล่ะเจ้าหนู ดีกว่ามาสร้างความรำคาญให้กับคนอื่นเขาแบบนี้ เด็กวัยรุ่นสมัยนี้น่ารำคาญจริงๆ” ผมยืนกอดอกขึ้นเสียงใส่เจ้าหนุ่มนักซิ่งตัวปัญหา อีกฝ่ายดูจะนิ่งๆไปชั่วครู่ มือใหญ่ถอดถุงมือหนังดับเครื่องรถแล้วถอดหมวกกันน็อคสีดำเต็มใบออกเผยให้เห็นใบหน้าชัดๆ
ท่ามกลางอาทิตย์อัสดงในยามเย็นเจ้าหนุ่มนักซิ่งเจ้าปัญหานั่งคร่อมบิ๊กไบค์คันใหญ่ ใบหน้าคมสันสะท้อนแสงสีส้มอ่อนของตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าขับให้ใบหน้าคมนั้นดูมีมิติยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมเข้มสีดำขลับจ้องมองมายังผมด้วยความรู้สึกสับสนระคนปีติ ริมฝีปากหยักขยับเปล่งเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ออกมาเบาๆ
“เอเลน?!!!

“แม่กำลังจะบอกลูกอยู่พอดีว่าน้องกลับมาแล้ว” แม่เอ่ยพร้อมกับยิ้มแหยๆมองสลับผมกับน้องชายที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันนานซึ่งนั่งกันอยู่คนละฟากโต๊ะ
“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าน้องชายของผมกลายเป็นนักซิ่งป่วนเมืองไปเสียแล้ว” ผมตอบอย่างไม่ค่อยจะชอบใจนักขณะที่มองไปที่น้องชายสุดรัก กางเกงหนังกับแจ็คเก็ตสีดำเข้ารูปพอเจ้าเด็กนั่นใส่แล้วมันก็ดูเข้ากันดีอยู่หรอก แต่มันใช่การแต่งตัวที่เด็กไฮสคูลเขาควรจะแต่งกันเหรอ แล้วไอ้ตุ้มเหล็กเหนือคิ้วกับใบหูนั่นอีก ร่างกายที่พ่อแม่อุตส่าห์มอบให้ เจ้าเด็กนี่มันเอาไปเจาะเล่นได้ยังไงกัน
“ใครเป็นนักซิ่งป่วนเมืองกัน” เจ้าหนุ่มหน้าตึงตอบเสียงห้วน
“ก็แล้วใครกันล่ะที่มันขับมอไซค์เสียงดังคับไปทั้งเมืองแบบนั้น แล้วนั่นมันดูคาติไม่ใช่เหรอ ไปเอารถราคาเหยียบล้านแบบนั้นมาจากไหน นี่พ่อแม่ซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนั้นให้น้องเหรอครับ” ผมเผลอตัวขึ้นเสียงด้วยความโมโห เจ้าเด็กนั่นนอกจากจะพูดจาไม่เข้าหูแล้วยังกวนโอ๊ยกันอีก หรือจะถูกพ่อแม่ตามใจจนเสียคนไปแล้วรึไง
“ไม่ได้ให้เดือดร้อนใครหรอกน่า ก็มีแต่คนอื่นเขาให้มาทั้งนั้น” รีไวเองก็ขึ้นเสียงตอบกลับด้วยอารมณ์หงุดหงิดพอกัน
“ใครที่ไหนมันจะมาให้ของราคาแพงๆแบบนี้กัน” ผมที่กำลังโมโหหนักเผลอตัวตบโต๊ะขึ้นเสียงใส่น้องเข้าแล้ว
“ถ้ารู้ว่ากลับมาแล้วเจอนายทำตัวแบบนี้ฉันไม่กลับมาเลยดีกว่า”
ผมตัดสินใจลุกเดินออกจากห้องอาหารไปสงบสติอารมณ์ที่อื่น แต่ดูเหมือนถ้อยคำประโยคเมื่อครู่นี้ของผมจะมีอิทธิพลกับรีไวมากทีเดียว เจ้าตัวปิดปากเงียบแต่มือใหญ่กลับยึดข้อมือผมไว้ไม่ยอมปล่อย เจ้าเด็กขี้โรคนี่มันแรงเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ
“ขอโทษ........ต่อไปจะไม่ทำอีก” รีไวเอ่ยเสียงเบาลอดไรฟัน ผมปัดมือเขาออก
“อย่าโกรธเลยนะ” มือใหญ่เอื้อมมาหาผมอีกครั้ง แต่ผมรีบเบี่ยงตัวออกหลบ รีไวมีสีหน้าม่อยลงเล็กน้อยเจ้าตัวเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ผมคงจะลืมอะไรบางอย่างไป เจ้าน้องชายคนนี้มันก็ยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่นเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มเลือดร้อนก็เท่านั้น โกรธไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
“ช่างมันเถอะ” ผมตอบขณะที่ยื่นมือไปลูบกลุ่มผมสีเข้มของรีไวเบาๆ ไม่เจอกันนานแบบนี้ อาจต้องใช้เวลาปรับตัวกันบ้าง
“พ่อล่ะครับ” รีไวเอ่ยถามขณะที่ผมกับแม่เริ่มตั้งโต๊ะอาหาร
“วันนี้พ่อกลับค่ำจ้ะ ไม่ต้องรอ แต่ถ้ารู้ว่าเอเลนจะกลับวันนี้คงยอมเลิกงานเร็วแน่ๆ” แม่บอกกับเราด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วจู่ๆก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้
“แย่ล่ะ ฉุกละหุกแบบนี้แม่ยังไม่ได้เตรียมห้องไว้ให้เอเลนเลยลูก”
“ก็แล้วจะต้องยุ่งยากไปทำไม ห้องเอเลนก็คือห้องที่ผมใช้อยู่ตอนนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่” รีไวเอ่ยขึ้น แม่เงียบไปเหมือนจะเพิ่งนึกออก
“มันก็จริง แต่แม่คิดว่าพี่ของลูกคงอยากอยู่ห้องเป็นส่วนตัวมากกว่า”
“ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยอยู่ด้วยกันสักหน่อย ทำไมจะนอนห้องเดียวกันไม่ได้” รีไวตอบหน้านิ่ง
“แต่......เอ่อ.......” แม่ดูมีท่าทางลำบากใจแต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากขัดใจน้องสักเท่าไหร่
“ไม่เป็นไรครับ ผมนอนห้องเดียวกันกับน้องก็ได้” ยังไงก็ไม่อยากให้แม่ลำบากหรอกนะ

สภาพห้องนอนที่ผมเคยอยู่ก็ไม่ได้ดูเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนักแต่ที่เพิ่มเข้ามาก็เห็นจะเป็นถ้วยรางวัลที่ถูกตั้งเรียงรายเอาไว้เป็นแผง ดูท่าที่แม่บอกว่ารีไวเป็นนักแข่งมอเตอร์ครอสนี่ท่าจะเป็นเรื่องจริง แถมล่าสุดยังชนะเลิศการแข่งระดับประเทศเมื่อปีที่แล้วมาด้วย ดูคาติคันนั้นก็เลยเป็นของที่สปอนเซอร์มอบให้เป็นรางวัล
“ห้องน้ำว่างแล้วแม่บอกให้รีบลงไปอาบ” เสียงทุ้มเอ่ยทักมาจากด้านหลัง ผมหันกลับไปกะว่าจะแซวนิดๆหน่อยๆแต่ก็กลับพูดไม่ออกซะงั้น เจ้าน้องชายตัวดีเดินทั่วห้องด้วยผ้าเช็ดตัวแค่ผืนเดียว เผยมัดกล้ามเนื้อและรอยสักรูปปีกสีดำที่สะบักด้านหลัง
“ใส่เสื้อผ้าซะ เดี๋ยวหอบหืดก็กำเริบอีกหรอก” ผมพูดพร้อมกับที่มือก็รื้อหาเสื้อในตู้โยนส่งไปให้เจ้าตัว
“หายแล้ว” เจ้าตัวตอบก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนที่นอนทั้งที่ตัวยังเปียกอยู่ไม่ได้มีท่าทางใส่ใจจะสวมเสื้อผ้าเลยสักนิด
“หายตั้งแต่เมื่อไหร่”
“พอเริ่มเล่นกีฬาแล้วร่างกายแข็งแรงขึ้นมันก็ไม่เคยเป็นอีกเลย ไม่เชื่อก็ลองจับดูสิ”
มือใหญ่คว้าข้อมือผมฉุดเข้าไปใกล้ แล้วกดฝ่ามือผมให้ทาบลงกับกล้ามอกที่มีหยดน้ำเกาะพราว ออกแรงยึดมือผมไว้แน่นไม่ยอมให้ชักมือหนี ร่างกายของเจ้าน้องชายคนนี้ดูใหญ่โตขึ้นมากและกล้ามเนื้อก็ยังเป็นมัดได้รูปดูดีทีเดียว......แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาชื่นชมหรอกนะ ผมรีบชักมือกลับแล้วเบี่ยงหน้าหลบสายตาคมของเจ้าเด็กเอาแต่ใจที่มัวแต่จ้องผมไม่เลิก
“อืม......เชื่อแล้วล่ะ ฉันจะไปอาบน้ำแล้ว ปล่อยเถอะ”

อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังเผลอ ผมรีบชิ่งออกจากห้องมาด้วยความเร็ว สายตาที่รีไวจ้องมองผมมันทำให้อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อผมกลับออกมาจากห้องน้ำรีไวก็หลับไปแล้ว เจ้าตัวสวมแค่กางเกงนอนบางๆตัวเดียวขณะที่เปิดแอร์เย็นจนฉ่ำ ด้วยความเป็นห่วงผมจึงช่วยดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวให้ ถ้าไม่เห็นด้วยตาตัวเองจริงๆผมคงไม่เชื่อว่าเจ้าหนุ่มนี่คือน้องชายที่แสนบอบบางและขี้อ้อนคนนั้นจริงๆ
หน้าตาตอนนอนก็ยังดูเหี้ยมๆพิกล.........
ผมกดหว่างคิ้วที่ขมวดกันแน่นเบาๆให้คลายออกแล้วลูบผมสีเข้มด้วยความเคยมือ
“ก็แค่เด็กอายุสิบห้า......จะคิดอะไรมาก”

แม้จะล่วงเลยมาจนถึงกลางดึกแต่ด้วยความที่แปลกที่ทำให้ผมหลับไม่ลงสักที และถึงจะเป็นเตียงคู่แต่คนที่เคยชินกับการนอนคนเดียวอย่างผมต้องมีคนมานอนด้วยมันก็ทำให้รู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน หลังจากพลิกตัวเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของคืนผมพลันรู้สึกว่าที่นอนข้างตัวมันอ่อนยวบลง ลมหายใจอุ่นๆรินรดอยู่ที่ข้างแก้ม ปลายจมูกโด่งเป็นสันจรดลงที่หัวไหล่และซอกคอเบาๆ ผมได้แต่หลับตาแน่นนอนตัวแข็งด้วยความตกใจ
“เอเลน.....” เสียงทุ้มกระซิบเรียกเบาๆขณะที่สูดดมหลังคอผมไปด้วย มือใหญ่สอดไล้ใต้ชายเสื้อลูบหน้าท้องแบนราบของผมด้วยความเบามือ
“เอเลน.....” น้ำเสียงแตกพร่าหอบกระเส่ากระซิบเรียกอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าอีกฝ่ายหอบหายใจหนักขึ้น
“อา.......เอเลน” ดูเหมือนว่าเขาจะพยายามสกัดกั้นเสียงครวญครางเอาไว้ แขนเสื้อของผมถูกกัดแน่นจนชื้นไปด้วยน้ำลาย ผมพยายามนอนนิ่งให้มากที่สุด ถ้ารีไวรู้ว่าผมยังไม่หลับมันอาจจะแย่ยิ่งกว่าเดิม

“เอเลน.......ฮ๊ะ......อ่า......” เด็กหนุ่มส่งเสียงครางกระเส่า มือใหญ่รูดรั้งแกนกายที่ขยายใหญ่รุนแรงยิ่งขึ้นขณะที่สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างของพี่ชายที่นอนนิ่งไปด้วย
กลิ่นที่คุ้นเคย กลิ่นที่ถวิลหานี้มันปลุกอารมณ์ให้เขาต้องลุกขึ้นมาทำเรื่องหยาบโลนแบบนี้ในกลางดึก หยาดน้ำสีขุ่นปริ่มออกมาจากปลายส่วนหัวก่อนจะฉีดพ่นน้ำรักใส่ร่างของเอเลนเข้าเต็มๆ รีไวปลดปล่อยออกมาเต็มที่จนเปรอะเปื้อนไปถึงพวงแก้มใสของคนที่แกล้งหลับอยู่
หอบหายใจสะท้านอยู่ชั่วครู่ เด็กหนุ่มจึงได้ลุกจากที่นอนออกจากห้องไปเงียบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในห้องอีกแล้วเอเลนจึงได้ลืมตาขึ้น มือเรียวปาดเอาหยาดน้ำอุ่นที่เลอะแก้มของตนออกลวกๆ ก่อนจะส่งเรียวนิ้วเข้าปากดูดดุนโลมไล้ชิมรสชาติของน้องชายสุดที่รักช้าๆ
“ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก”


TBC……….




2 ความคิดเห็น: